คุณอาร์ต(สื่อมวลชน) กับคุณแม่กรรฐ์ญวรรณ อายุ 64 ปี “มะเร็งเต้านม ระยะเริ่มต้น”

ประสบการณ์ผู้ใช้จริงผลิตภัณฑ์ อิมมูน แล็บ เบต้ากลูแคน

โรคมะเร็งเต้านม ระยะเริ่มแรก

 

คุณอาร์ต อรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง

อายุ 40 ปี

อาชีพ “สื่อมวลชน”

 

คุณกรรฐ์ญวรรณ คูหาเรืองรอง

อายุ 64 ปี

อาชีพ “แม่บ้าน”

 

ผมเป็นคนในแวดวงสื่อมวลชน มีการออกงานบ่อยๆ จึงเป็นคนรักษาสุขภาพให้ดูดีและแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา และต้องบอกเลยว่าทั้งบ้านคือสุขภาพดีและแข็งแรงมากครับ ซึ่งส่วนตัวคุณแม่ก็เป็นคนแข็งแรงมากครับ ไม่เคยคาดคิดว่า “จะป่วยเป็นมะเร็งเต้านม”

จำได้เลยว่าช่วงปลายปี 2560 คืนวันเคาท์ดาวน์พอดี คุณแม่อาหารเป็นพิษ ท้องเสีย เข้าห้องน้ำตอนดึกครับ แล้วเหมือนคุณแม่คันมั้งครับ แล้วมือไปปัดโดนที่เต้านมแล้วก็มาเจอก้อนเนื้อเนี่ยครับ ก็เลยรู้ว่ามันมีก้อนเกิดขึ้น พอดีคุณแม่มาบอกก็คิดอยู่ว่าจะไปรักษาที่ไหนดีซึ่งเราก็หาข้อมูลนะครับ ก็เลยไปมองดูว่าตรงรามาธิบดีเป็นโรงพยาบาลสถาบันการศึกษาด้วยแล้วก็น่าจะมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม แล้วก็พอดีมีพี่ๆ ที่มีความรู้ทางด้านสาธารณสุขก็แนะนำให้ไปที่นั้นเลยนะครับ ก็จากวันที่ 1 ที่รู้ว่ามีก้อนเนื้อ นัดตรวจคุณหมอวันที่ 6 มกราคม 2561 นะครับ ก็ไปเจาะชิ้นเนื้อแล้วก็ทำแมมโมแกรม ก็เห็นเป็นก้อนขึ้นมาข้างเดียว ก็คือข้างขวา แล้วก็เป็นก้อนขึ้นมาตรงเนิน บนเนินนมนะครับ ตอนนั้นคุณหมอบอกว่าชิ้นเนื้อประมาณสัก 2.5 เซน 3 เซนนะครับ

พอหลังจากนั้นอีกอาทิตย์นึงคุณหมอก็นัดไปฟังผล แล้วคุณหมอก็บอกว่า..”ใช่” ผมก็เลยถามคุณหมอไปเลยว่าต้องทำการรักษายังไง ต้องผ่าตัดมั้ย “คุณหมอก็บอกว่าใช่ต้องผ่าตัดออก แต่ว่าไม่ต้องผ่าตัดทั้งหมดเต้านม”  คุณหมอศัลยกรรมบอกว่าไม่ต้องผ่าตัดทั้งเต้านม ให้ผ่าเอาแค่ชิ้นเนื้อออก ก็ดูแล้วอาจจะไม่ต้องให้คีโมแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรอดูผลหลังจากที่ผ่าตัดออกมาก่อน แต่ตัวเซลล์มะเร็งไม่ได้ลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองนะครับ ต่อมน้ำเหลืองยังปลอดภัยอยู่

แต่คุณหมอบอกว่า.. เดี๋ยวตอนวันผ่าตัดจะคลำไปดูด้วยต่อมน้ำเหลืองด้วยว่าผิดปกติมั้ย  คุณหมอนัดผ่าตัดอีกเดือนนึง ซึ่งผมเองนะครับก็พอมีความรู้ทางด้านของสุขภาพ ก็เลยบอกคุณหมอว่ามันช้าไป ผมขอเร็วกว่านั้นหน่อย

หลังจากนั้นคุณหมอก็เลยแนะนำอีกหนึ่งวิธีการก็อีกสองวันก็ผ่าตัดได้เลย มีห้องผ่าตัดนะครับ ก็ผ่าตัดเลย ผ่าตัดออกมา จะมีการย้อมสีเซลล์ก้อนเนื้อนะครับว่ามันเป็นเซลล์อะไรยังไง ก็พอย้อมสีออกมา คุณหมอก็นัด เพราะตอนแรกคุณหมอบอกว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องให้คีโม แต่พอแล้วดูเนี้ย หลังจากผลผ่าตัดอะไรเรียบร้อยแล้ว คุณหมอบอกว่าเซลล์ไม่ได้ลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองนะครับ ก็มีแต่ก้อนนั้นเพียงก้อนเดียว ก็ดูผลจากการย้อมสีก้อนเนื้อและวินิจฉัยออกมาแล้วก็คือ ความจริงก็ยังไม่ต้องคีโมเหมือนกัน แต่คุณหมอบอกว่าเปอร์เซ็นต์ของการกลับมามันอาจจะเกิดขึ้นมาได้ เพราะคุณแม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงอย่างนี้ครับ คุณหมอก็บอกว่า “งั้นให้สัก 4 เข็ม” ผมก็โอเคครับ ก็ให้คีโมไปสี่เข็ม คือความจริงแล้วคีโม อันนี้อยากจะฝากบอกกับคนที่เป็นมะเร็งด้วยนะครับ ว่าไม่ต้องกลัว เพราะว่า.. “หลายคนอาจจะมีความรู้สึกว่าการให้คีโมมันอาจจะทำให้ร่างกายแย่ เราทรุดไปหรือบางคนคิดเลยว่าเป็นมะเร็งเนี่ยไม่ได้ตายหรอก” แต่ว่าเสียชีวิตเนี่ยเพราะให้คีโมก็พยายามหาข้อมูลทุกอย่างเลยครับ เกี่ยวกับการที่เราจะไปรักษาเซลล์ดีอย่างไร เพื่อที่จะให้คุณแม่เนี่ยมีพละกำลังเพื่อต่อสู่กับการรักษา  เพราะว่าบอกกับคุณแม่ไป ..

“ให้คุณแม่เลือกว่า…ระหว่างต่อสู้กับโรคกับต่อสู้กับการรักษาเนี่ย คุณแม่จะเลือกสิ่งไหน?”

  • ถ้าต่อสู้กับโรคเนี่ย ทุกข์ทรมานอย่างแน่นอน คือชีวิตมนุษย์เราทุกคนต้องตายอยู่แล้วครับ
  • แต่ถ้าเกิดต่อสู้กับการรักษาเนี่ย เรามีโอกาสรอด แล้วคุณภาพชีวิตของเราก็ดี

แล้วก็โชคดีว่าคุณแม่เป็นสเตจแรกๆ คือเป็นระยะแรกเลยครับ  ผมก็ไปทำการศึกษาแล้วก็ไปศึกษาวิทยาการใหม่ๆ หรือว่าทางเลือกใหม่ๆ ของการรักษาโรคมะเร็งนะครับ

เราเลือกที่จะยังคงรักษาในวิธีการรักษาการแพทย์แผนปัจจุบัน ก็คือ “การให้คีโม” ยังไงก็บอกคุณแม่ว่าให้คีโมนะ

แต่เราคงต้องหาตัวช่วยในการบำรุงร่างกายที่ช่วยในการดูแลเซลล์ดี และระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ที่ถูกทำลายจากการให้คีโมในครั้งนี้  เพื่อให้คุณแม่แข็งแรงและมีสุขภาพที่ดีระหว่างการรักษา จนเพื่อนที่เป็นผู้ประกาศข่าวที่ทำงานสายสุขภาพก็แนะนำมาบอกว่า.. ต้องให้คุณแม่ทานเบต้ากลูแคน  ก็เอาอีกว่าเบต้ากลูแคนมันก็มีหลายยี่ห้อนะครับ  แต่มันเป็นด้วยความบังเอิญนะครับ  ตอนนั้นเพื่อนก็ส่งตัวโบว์ชัวร์ของ อิมมูน แล็บ มาให้ เราก็โอเค รีบเลยโทรไปเลยครับ  ตอนนั้นก็โทรเขาไปก่อน โทรไปสอบถาม  แต่ก่อนที่จะโทรไปเรื่องเบต้ากลูแคนเนี่ย ผมเองก็ได้โทรไปพวกแพทย์แผนทางเลือกก่อน ณ วันเดียวกันเลยนะครับ ก็โทรไปดู..

“เค้าก็บอกว่า ใช้การรักษาทรีทเซลล์ดีๆ เอาไว้เนี้ย ให้คุณแม่มีพละกำลังไม่ให้แพ้คีโม ไม่ให้ทรุดไปจากการให้คีโม แต่ราคามันก็เป็นหลักแสนอยู่นะครับ ก็ประมาณครึ่งล้านได้อะไรประมาณนี้ แต่ว่ามันมี อยู่คำถามนึงที่ผมถามจากสถาบันนั้นไปว่า  วิธีการทรีทเซลล์ตัวนี้เนี่ย เพื่อที่จะให้การรักษาคีโมไม่ให้ร่างกายทรุดโทรมเนี่ย แพทย์แผนปัจจุบันยอมรับมั้ย  เค้าก็บอกว่า..ถ้าไปถามคุณหมอปัจจุบัน แกก็น่าจะบอกว่า..ไม่มีผลอะไรหรือว่าไม่ได้ยอมรับอะไรมากมายเกี่ยวกับเรื่องนั้นนะครับ”

ซึ่งคุณหมอก็บอกกับเราแล้วว่า “ถ้าให้คีโม ให้พยายามเลี่ยงในเรื่องของความเชื่อทางเลือกนะครับ” พวกสมุนไพรหรืออะไรประมาณนี้นะครับ ที่ไม่ได้คุณภาพ ก็พอดีได้คุยกับนักวิชาการ พอดีตัวผมเองก็จบวิทยาศาสตร์มาก็เลยพอจะมีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์หน่อยนึงนะครับ เราก็ได้คุยกับนักวิชาการ(ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ) เค้าก็อธิบายเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์มา เราก็เลยมีความรู้สึก อืมมันก็เป็นวิธีการที่คล้ายๆ กับแนวทางเลือก แต่วิธีการอันนี้ มันน่าจะมีช่วยทรีทเซลล์ให้มันดีขึ้น  และก็ช่วยดูแลเกี่ยวกับของเรื่องเม็ดเลือดขาว เพราะเราเข้าใจอยู่แล้วว่า การทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวเนี่ย จะช่วยไปทำลายเซลล์มะเร็ง และถ้ามันเสื่อมหรือทำงานบกพร่องก็จะทำลายเซลล์มะเร็งไม่ได้

คราวนี้ผมก็เลยหาข้อมูลต่อ แล้วก็คุยกับทางนักวิชาการของอิมมูน แล็บ ว่าอะไรยังไง ผมเองก็รู้สึกมีความเชื่อ และมั่นใจ ก็เลยว่าโอเค เดี๋ยวคุณแม่จะให้คีโมแล้ว งั้นเดี๋ยวให้กินก่อนเลย ก่อนที่จะให้คีโม เพื่อที่จะให้คีโมร่างกายแข็งแรง อีกอาทิตย์นึงผมก็เลยบอกคุณหมอว่า ให้คีโมเร็วที่สุด เพราะคุณแม่แข็งแรง

 

ต้องขอย้ำว่า คนที่เป็น คนที่เริ่มเป็นมะเร็งเนี่ย ถ้าร่างกายเราแข็งแรงให้รีบรักษาเลย คืออย่ารอครับ ต้องรีบรักษาให้เสร็จเลย แล้วก็ให้คุณแม่ทานเบต้ากลูแคน ของ อิมมูน แล็บ ควบคู่กันไป เอาจริงๆ นะครับตอนนั้นด้วยที่ผมจบวิทยาศาสตร์ เราก็ต้องเข้าใจในสมัยนี้เนี่ย พวกเรื่องของอาหารเสริมต่างๆ มันมีเยอะแยะมากมาย เราก็ไม่ได้วางเราจะไว้ใจหรอกครับ เพราะเราเองก็ด้วยอาชีพด้วยเป็นสื่อมวลชน เจออะไรมาเยอะแยะนะครับ

 

ผมก็ศึกษาข้อมูลกับทางผู้เชี่ยวชาญของอิมมูน แล็บ เราก็เริ่มมีความเชื่อประมาณสัก 70 เปอร์เซ็น

ซึ่งที่ผมเชื่อ ไม่ได้เชื่อเพราะความงมงาย แต่เป็นเพราะผมคุยอันเป็นหลักเป็นการ ถามไป-ตอบได้ บนพื้นฐานวิชาการ บนพื้นฐานหลักวิทยาศาสตร์ แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวกับการโฆษณาเลย เพราะผมรู้ว่าอยู่ในวงการโฆษณา ในวงการ PR ประชาสัมพันธ์ การเชื่ออะไรจริงๆ ผมไม่ได้เชื่ออะไรง่ายๆ และต้องยอมรับก่อนว่า ค่าใช้จ่ายของทางทรีทเซลล์คุณแม่เพื่อให้คุณแม่มีสภาพร่างกายที่แข็งแรง ต่อสู้คีโม กับเบต้ากลูแคนมันต่างกันจากตัวสถาบันเยอะมากๆ แล้วความเสี่ยงมันไม่มีอะไร แต่ผมก็อยากให้การรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันได้ผลมากที่สุด เราก็ไม่อยากเอาอะไรมาหักล้างกับการรักษา แต่เราก็ต้องมีความหวัง และมีทางเลือกมากกว่าการสวดมนต์ไหว้พระ เราต้องหาทางเลือกอะไรที่มีคุณภาพ

ซึ่งก่อนที่ตัดสินใจให้คุณแม่ทาน แล้วเราทำงานในวงการนี้ก็เจอคนเยอะ แล้วผมก็มีเพื่อนที่เป็นคุณหมออยู่ด้วยก็ถามมันเลยตรงๆ เลยว่า “เคยได้ยินมาไหมเบต้ากลูแคน คุณแม่จะให้คีโมจะทานได้ไหม” เพื่อที่เป็นคุณหมอ มันก็บอกว่า ทานไปเลยทานไป ไม่มีผลอะไรกับการรักษาคีโม ผมก็โอเค ถ้างั้นให้คุณแม่ทาน แต่พอผมเห็นคุณแม่เราโอเค พอทานไปแล้วก็โอเค จนถึงปัจจุบันก็ยังคงทานอยู่ครับ

ซึ่งตอนที่คุณแม่ทำการรักษาให้คีโมนั้น จริงๆ คุณแม่กลัว รู้สึกกลัวไม่อยากให้คีโม ผมเลยต้องบังคับยังไงก็ต้องไป ยังไงก็ต้องให้ พอคุณแม่ให้เข็มแรก กลับบ้านผมก็บอกคุณแม่ว่า เดี๋ยวกลับไปจะต้องมีอาการเวียนหัว มีอาเจียน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ คุณแม่ไม่มีอาการแพ้หลังให้คีโมเลย ไม่มีอาการอะไรเลย ทุกอย่างปกติดี ก็เหมือนคนปกติทั่วไป ก็ช่วง 2 วันแรกหลังให้ก็จัดทีมเฝ้าระวังแต่คุณแม่ก็ไม่มีอาการอะไร นอกจากเวียนหัวซึ่งเป็นอาการที่คุณแม่เป็นอยู่แล้วตั้งแต่แรก ก็เลยไม่แปลกใจอะไรครับ แล้วคุณแม่ก็อ่านหนังสือเบต้ากลูแคน พิชิตโรคแล้ว คุณแม่ก็รู้สึกโล่งใจไปอีก ซึ่งผมเองว่ามันโอเค นอกจากสุขภาพจะมีดี แข็งแรงแล้ว ทางสุขภาพจิตก็ด้วยนะครับ อันนี้สำคัญมากๆ คุณแม่เบาใจมากๆ ที่ร่างกายไม่ทรุด ไม่ได้เป็นอะไรเหมือนคนปกติเลยครับ ซึ่งกลับเป็นผมเองจะคอยลุ้นผลเลือดคุณแม่ตลอดเลยครับ  ซึ่งค่าเม็ดเลือดขาวที่ถามมาเนี่ย แต่ละครั้งคุณหมอจะยิ้มเลยครับ “เลือดดี สอบผ่าน คุณป้าสอบผ่าน ไปให้เข็มสองต่อ ให้เข็มสามต่อ…”

แต่ช่วงเข็มสุดท้ายคุณหมอขอเลื่อนให้ไปอีกอาทิตย์เพราะติดช่วงสงกรานต์ (2561) ซึ่งคุณแม่แข็งแรงมาตลอด ซึ่งแต่ละครั้งที่ให้คีโม คุณหมอจะบอกเลยว่า… เม็ดเลือดขาวดี เม็ดเลือดแดงดี คือสอบผ่านตลอดครับ ปกติคุณแม่จะให้คีโม 3 อาทิตย์ ต่อ 1 เข็ม แต่ครั้งสุดท้ายจะเป็น 4 อาทิตย์

แต่ช่วงนั้นอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนตกอะไรด้วย แล้วคุณแม่เองก็รู้สึกว่าเขาแข็งแรง เลยไม่ได้ทาน (อิมมูน แล็บ เบต้ากลูแคน) อย่างต่อเนื่อง เพราะกลัวลูกเสียเงินเยอะ ช่วงนั้นผมก็ยุ่งๆ ไม่ได้สนใจ เพราะเห็นคุณแม่แข็งแรงเข้าใจว่าทาน คราวนี้ช่วงอากาศเปลี่ยนภูมิร่างกายของเรา และยิ่งให้คีโม ร่างกายก็อ่อนแออยู่แล้ว ออกไปข้างนอกต้องปิดแมส ต้องใส่หน้ากาก แต่ในเคสของคุณแม่เนี่ยก็ไม่ได้ปฎิบัติตามคำสั่งคุณหมอสักเท่าไหร่ อาการที่แสดงออกก็น้อยมากครับ บวกกับเขาแข็งแรง เลยชะล่าใจครับ

ช่วงเข็มสุดท้ายคุณแม่เกิดเป็นโรคงูสวัด ภูมิต้านทานของตัวเองก็ตกลง ต่ำลง ก็ถึงช่วงที่นัดกับทางคุณหมอพอดี อาทิตย์ที่สี่ คุณหมอนัด..คุณหมอก็ตกใจ คือเหมือนคุณหมอผิดหวัง “เอ๊ะ รักษาคุณป้ามาสอบผ่านตลอด แต่ทำไมงวดนี้ถึงไม่ค่อยโอเค คุณหมอก็ถามคุณแม่ว่า คุณป้าเครียดอะไรหรือเปล่า กังวลอะไรหรือเปล่า” ซึ่งตอนนั้น คุณหมอยังไม่รู้ว่าคุณแม่เป็นงูสวัดนะครับ

ผมเลยต้องบอกคุณหมอว่าคุณแม่เป็นงูสวัด เพราะกลัวว่าถ้าให้คีโมแล้ว ร่างกายของคุณแม่จะทรุด คุณหมอ เลยส่งคุณแม่ไปที่โรคผิวหนังก็ให้คุณหมอผิวหนังดู ก็พอเช็คดูคุณหมอก็บอกว่าไม่เป็นไร คุณป้าเป็นงูสวัด แต่เป็นเส้นเดียวนะ ภาษาทางการแพทย์คือ เป็นเส้นเดียว ปลายประสาทเส้นเดียว แต่ก็เยอะนะครับ ก็ทานยาคุณหมอและก็ใช้ครีมทาแผล ส่วนเบต้ากลูแคนก็กำชับให้คุณแม่ทานอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้พลาด

และด้วยที่ผมเป็นคนชอบทดลอง  ผมเลยเอาเบต้ากลูแคนมาแกะแล้วเอามาโรยตรงที่เป็นงูสวัด เพื่อที่จะให้แผลแห้งเร็วที่สุด เพราะเราเองก็ลุ้นอยากให้คุณแม่ให้คีโมตามสเต็ปให้ผ่านให้ได้ ซึ่งก็ไปหาคุณหมอโรคผิวหนัง คุณหมอก็บอกว่าแผลหายเร็วมาก ปกติคนอายุ 60 กว่าปี ต้องเป็นเดือนๆ ถึงจะหาย ก็อีกอาทิตย์ก็พาคุณแม่ไปให้คีโมเข็มสุดท้าย จากวันที่ทำการรักษาช่วงเดือนมกราคม ถึง กันยายน 2561 ก็ประมาณ 9 เดือนได้แล้วครับ แต่เสร็จจากการบำบัด(ให้คีโม)มาประมาณ 2-3 เดือนได้ครับ ผ่านพ้นเรื่องของการบำบัดเรียบร้อยแล้วครับ ก็เป็นการ Follow  Up เป็นการตรวจผลดูจากทุกเดือนที่ต้องไปหาคุณหมอ เว้นมา 2  เดือน และก็เป็น 3 เดือนครับ

เพราะว่าสเตปของคุณแม่เนี่ยครับคือ การผ่าตัด ให้คีโม พร้อมกับให้ทานยาต้านฮอร์โมน ซึ่งตอนนี้ก็เรียบร้อยแล้วทุกอย่างก็เหลือ Follow up ทุกๆ 3-6 เดือนครับ

อยากฝากถึงการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งว่า…ตอนที่คุณแม่รู้ว่าเป็นมะเร็งคุณแม่ก็ตกใจนะ ตอนนั้นเห็นน้ำตาเขาคลอๆ แต่คุณแม่คือเฉยๆ เพราะเป็นมาแล้วก็ต้องรักษา จริงๆแล้วมันอยู่ที่ใจด้วยนะ แต่ก่อนคุณแม่ก็ทำงานในโรงพยาบาล ก็เดินผ่านเห็นคนที่ให้คีโม คุณแม่ก็สงสาร ผมร่วงอะไรอย่างนี้ พอตอนนี้ที่คุณแม่เป็น จริงๆ คุณแม่ก็กลัวเหมือนกัน แต่พอคุณแม่ทำใจได้แล้วก็ไม่ตกใจอะไรเยอะครับ ก็แค่รีบรักษา

“โรคนี้ไม่มียาในการรักษา แต่ว่าในวิธีการในการรักษาเนี่ย ก็คือ ตัวเราเองนี่แหละต้องดูแลตัวเรานะครับ เรื่องอาหารการกินต่างๆ ด้วยมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือในวิธีการรักษาของคุณหมอ ของแพทย์ปัจจุบันมันก็อาจจะมีเอฟเฟ็กต์ธรรมดา ทุกอย่างมันมีเอฟเฟ็กต์อยู่แล้ว มันเป็นดาบสองคม ในการที่คุณแม่ทานยาต้านฮอร์โมน มันก็อาจจะมีเอฟเฟ็กต์กับอวัยวะส่วนอื่นๆ ซึ่งใครที่กำลังทำการศึกษาก็จะรู้ ซึ่งเราไม่ต้องตกใจ เพราะทุกคนที่กินยาต้านฮอร์โมนไว้ที่ไม่ให้มะเร็งกลับมาที่เต้านม แต่มันก็อาจไปเกิดขึ้นที่มดลูก หรืออวัยวะอื่นๆ บางคนตกใจและก็แอบคุณหมอไม่ทาน ซึ่งตรงนี้อันตรายมากๆ นะครับ เพราะถ้ามะเร็งกลับมาอีกมันจะกลับมาเป็นตัวที่อาจร้ายแรง อาจจะเป็นสเต็ปอีกขั้นนึง แต่ว่าเราก็ต้องคิดว่าแล้วเราจะทำยังไงล่ะ ถ้าเกิดว่าอวัยวะอื่นของเรา มันยังแข็งแรงอยู่ เราก็ต้องดูแลอวัยวะนั้นตั้งแต่วันนี้

ผมเองอยากให้ทุกคนอย่างบนพื้นฐานของความจริง อยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาทของชีวิต สุดท้ายแล้ว เราต้องใช้วิชาความรู้ เราใช้การศึกษาหาความรู้ ใช้ทั้งความเชื่อ สวดมนต์ไหว้พระ เชื่อในทางไสยศาสตร์ ใช้อะไรก็ได้ที่ทำให้จิตใจของเรามีความหวัง “ทุกคนต้องมีความหวัง เป็นมนุษย์เกิดมาต้องมีความหวัง เราสิ้นหวังไม่ได้หรอกครับ ไม่ว่าเราจะผิดหวังด้วยเรื่องอะไร สุดท้ายความทุกข์ต่างๆ มันคงไม่เท่ากับสุขภาพร่างกายของตัวเองกับคนที่เรารัก ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับสุขภาพหรือโรคร้าย ให้ทุกคนมีความหวังเลยว่า “เราต้องรอด เราต้องหาย โรคมะเร็งเป็นได้ ก็ต้องหายได้” แต่เราต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย เราอย่าไปทุกข์ทรมานกับสิ่งที่เป็น อันดับแรกสภาพจิตใจเราก่อน อย่าไปถมตัวเองว่า..เราเป็นโรคนี้ ไม่ใช่เป็นโรคเวรกรรม เลิกคิด แล้วการรอดหรือไม่รอดก็ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ และไม่ใช่โชคชะตา

“ ณ วันนี้ ผมขอพูดเลยว่า โรคมะเร็งก็เหมือนไข้หวัด ผมมองว่า.. คนที่ยังไม่เป็นให้พึงระวังตัวเอาไว้ ให้เราดูแลตัวเองให้แข็งแรงที่สุด ให้ภูมิคุ้มกันของตัวเราแข็งแรงที่สุดนะครับ สำหรับคนที่เป็นแล้วควรคิดไว้เลยว่าให้รักษาและขอให้อยู่บนพื้นฐานของความมีมาตรฐานทุกอย่าง ไม่ว่าคุณจะเลือกอะไร ที่มันเป็นทางเลือกประกอบกับการรักษาในแพทย์แผนปัจจุบัน ก็ขอให้เลือกอะไรที่มันเป็นมาตรฐานครับ”

“และความโชคดีของผม คือการที่ได้มารู้จักกับผลิตภัณฑ์ อิมมูน แล็บ เบต้ากลูแคน ที่มีความจริงใจต่อการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ดีๆ ให้กับผู้ที่เจ็บป่วยแล้วกัน ส่วนหนึ่งก็ถือว่าคุณได้ทำบุญให้กับคนที่เจ็บป่วยด้วย ได้ทำบุญให้กับคนที่เค้าดูแลผู้ป่วยด้วย คืออย่างน้อยทกคนก็ไม่อยากเห็นคนที่เรารักต้องจากไปอย่างทุกข์ทรมานจากโรคพวกนี้ คนเราเป็นเรื่องปกติ สังขารคนเราเกิดมา เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปตามวาระโอกาสแล้วก็เวลานั้นๆ นะครับ แต่ว่าเมื่อเรามีชีวิตอยู่ การดูแลสุขภาพตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ผมเชื่อว่า ..เม็ดเลือดขาวที่แข็งแรง จะทำให้ชีวิตของเราสมบูรณ์ขึ้นมาได้ครับ”

 


ข้อมูลจริงจากผู้ใช้จริง: กันยายน 2561

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

 

 

Comments are closed.