มะเร็งคือ ?

โรคมะเร็งคือ?

                     มะเร็ง (Cancer) คือโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโต หรือการตายตามธรรมชาติของเซลล์ปกติได้ (มีความผิดปกติของพันธุกรรม ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการแบ่งตัวหรือการตายของเซลล์ปกติ)  ทำให้เซลล์เกิดการกลายพันธุ์ เจริญเติบโตอย่างผิดปกติจนเกิดเป็นก้อนเนื้อ ลุกลาม แพร่กระจายไปทั่วร่างกายเข้าทำลายอวัยวะต่างๆ และต่อมน้ำเหลือง ถ้าพูดง่ายๆ มะเร็ง หรือ เนื้อร้าย คือ เซลล์ในร่างกายเราที่มีการแบ่งตัวผิดปกติและลุกลามไปยังอวัยวะต่างๆได้ผ่านทางเลือดและน้ำเหลือง (เนื้องอกหรือก้อนเนื้อ คือ เซลล์ที่แบ่งตัวผิดปกติแต่ร่างกายยังควบคุมการเจริญเติบโตได้และไม่สามารถลุกลามได้ ก้อนเนื้อที่ไม่ใช่มะเร็งจะโตช้า)
ดังนั้น มะเร็งหรือ เนื้อร้ายนี้จะไม่สามารถหายได้ด้วยการรักษาตามปกติ และจะโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ลุกลามทำลายเนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆ รวมทั้งต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง และในที่สุดก็จะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด กระแสน้ำเหลือง แพร่กระจายไปทำลายอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย ทำให้เกิดการล้มเหลวของอวัยวะนั้นๆ โดยอวัยวะที่มักเกิดอาการและตรวจพบได้บ่อย คือ ปอด ตับ กระดูก ไขกระดูก สมอง และต่อมน้ำเหลือง ด้วยเหตุนี้โรคมะเร็งจึงเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต จากการล้มเหลวในการทำงานของอวัยวะสำคัญต่างๆ 

กลุ่มชนิดของมะเร็ง มะเร็งแบ่งออกตามกลุ่มใหญ่ๆได้ดังนี้
    1. Carcinama คาซิโนมา คือ มะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากผิวหนัง หรือเยื่อบุอวัยวะ
    2. Sarcoma ซาโคมา คือ มะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากกระดูก กระดูกอ่อน ไขมัน กล้ามเนื้อ หรือเส้นเลือด
    3. Leukemia ลิวคีเมีย คือ มะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในไขกระดูก ทำให้มีความผิดปกติของเม็ดเลือด
    4. Lymphoma and myeloma ลิมโฟมา และ ไมอีโลมา คือ มะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน
    5. Central nervous system cancers คือ มะเร็งที่อยู่ในระบบสมองและไขสันหลัง

โรคมะเร็งที่พบได้บ่อย (แยกตามเพศ จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ.2562)
    • มะเร็งชนิดที่พบบ่อย 10 ลำดับแรกในผู้ชายไทย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งช่องปาก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งช่องจมูก มะเร็งคอหอยหลังช่องปาก (ทอนซิลม โคนลิ้นม เพดานอ่อนและผนังคอหอย) และมะเร็งกระเพาะอาหาร  
    • มะเร็งชนิดที่พบบ่อยในผู้หญิงไทย 10 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งลำไส้ใหญ่  มะเร็งมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งรังไข่ มะเร็งตับ มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งช่องปาก  มะเร็งตับอ่อน
    • มะเร็งที่พบบ่อยในเด็ก 3 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งสมอง และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ข้อมูลสำหรับมะเร็งแต่ละชนิด (แถบ)
1. มะเร็งเต้านม
2. มะเร็งปอด
3. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
4. มะเร็งเม็ดเลือดขาว
5. มะเร็งไขกระดูก MM
6. มะเร็งมดลูก
7. มะเร็งรังไข่
8. มะเร็งปากมดลูก
9. มะเร็งต่อมลูกหมาก
10. มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่สมอง
11. มะเร็งต่อมไทรอยด์
12. มะเร็งตับ
13. มะเร็งไต
14. มะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้

วิธีการรักษา

รักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีที่ได้ประสิทธิภาพเพื่อคืนคุณภาพชีวิตแก่ผู้ป่วย

“โรคมะเร็ง” เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของทางสาธารณสุขที่ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปทั่วโลก เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นในทุกปี ทำให้วงการแพทย์และผู้คนตระหนักถึงความรุนแรงของโรคมะเร็ง อีกทั้งยังคิดค้นวิจัยทางรักษาใหม่ๆ ออกมาเป็นตัวเลือกรักษาโรคมะเร็งในแต่ละอาการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีการรักษาโรคมะเร็งอยู่ดังต่อไปนี้ 

• การผ่าตัด (Surgery) เป็นเทคนิคการรักษาโรคมะเร็งดั้งเดิมที่ในปัจจุบันยังคงเป็นมาตรฐานการรักษาโรคมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งในระยะเริ่มต้น เนื่องจากก้อนและการกระจายตัวยังอยู่ในบริเวณเดียวกัน จึงสามารถรักษาให้หายขาดได้จากการผ่าตัดที่เหมาะสม

• การฉายรังสี (Radiotherapy) ถูกพัฒนามากกว่า 100 ปีก่อน รักษาโรคมะเร็งโดยใช้คลื่นเอกซเรย์ขนาดสูง หรือคลื่นกัมมันตรังสี เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตและฆ่าเซลล์มะเร็ง โดยรังสีความเข้มสูงสามารถทำลายเซลล์ได้ถึงระดับ DNA แต่ยังมีข้อจำกัดในการใช้รังสีรักษา เนื่องจากมีมะเร็งเพียงไม่กี่ชนิดที่ตอบสนองต่อการฉายรังสี และมีความจำเพาะค่อนข้างต่ำ ทำให้เนื้อเยื่อข้างเคียงได้รับผลกระทบมากพอสมควร และการฉายรังสีบริเวณกว้างยังเพิ่มความเสี่ยง ของการเกิดมะเร็งในตำแหน่งใหม่ที่เคยโดนรังสีอีกด้วย

• การใช้ยาเคมีบำบัด หรือ คีโม (Chemotherapy) หลังจากมีการใช้รังสีในการรักษาโรคมะเร็งมาระยะเวลาหนึ่ง จึงมีการศึกษาและพัฒนา “ยา” ที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตเซลล์มะเร็งในขั้นตอนการแบ่งเซลล์ และมีความสามารถในการฆ่าเซลล์มะเร็ง โดยเรียกสารเหล่านั้นว่า Cytotoxic และการใช้สารดังกล่าวเพื่อรักษาโรคมะเร็ง เรียกกว่า “เคมีบำบัด” แต่ข้อเสียหลัก ๆ ของยาเคมีบำบัดคือ การมีความจำเพาะต่ำ แม้จะออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งเป็นหลัก แต่ก็ทำลายเนื้อเยื่อดีด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดผลข้างเคียงและเกิดความไม่สุขสบายแก่ผู้ป่วยแต่ข้อดีคือ ยากระจายไปตามกระแสเลือด จึงสามารถออกฤทธิ์ได้ทั่ว ซึ่งเหมาะกับการรักษาโรคมะเร็งระยะแพร่กระจาย ที่ไม่สามารถระบุตำแหน่งในการฉายรังสีได้ หรือไม่สามารถผ่าตัดออกได้หมด

• การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน (Hormonal Therapy) เป็นการรักษาโรคมะเร็งโดยให้ฮอร์โมนหรือสารบางชนิด เพื่อไปยับยั้งฮอร์โมนที่ไม่พึงประสงค์ เนื่องจากฮอร์โมนบางชนิดสามารถกระตุ้นมะเร็งได้ การรักษาด้วยวิธีนี้ปลอดภัยพอสมควร ผลข้างเคียงน้อยเมื่อเทียบกับการใช้ยาเคมีบำบัด แต่ข้อจำกัดคือสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้เพียงไม่กี่ชนิด โดยปัจจุบันใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านม ที่ถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนเพศหญิง และมะเร็งต่อมลูกหมาก ที่ถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนเพศชาย

• การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) จากประสบการณ์การใช้ยาเคมีบำบัดเป็นระยะเวลานาน ประกอบกับองค์ความรู้ชีววิทยาของเซลล์มะเร็ง จึงทำให้มีการพัฒนา “ยา” ที่สามารถทำลายเซลล์มะเร็ง โดยไม่ออกฤทธิ์กับเซลล์ปกติ หรือมีผลกับเซลล์ปกติน้อยที่สุด ซึ่งชื่อเรียกของ “ยามุ่งเป้า” นั้น สืบเนื่องมาจากการออกฤทธิ์ของยา ที่สามารถเลือกเจาะจงในการออกฤทธิ์กับเซลล์มะเร็ง โดยอาจมีตัวรับยาจำเพาะที่ปรากฏเฉพาะในเซลล์มะเร็ง หรือออกฤทธิ์ยับยั้งสารเคมีที่เซลล์มะเร็งผลิตออกมาเพื่อใช้ในการสื่อสารกัน ซึ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตหรือแพร่กระจายนั่นเอง ข้อดีคือเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีมาก ผลข้างเคียงน้อย ปลอดภัย แต่เนื่องจากเป็นยาค่อนข้างใหม่ ใช้เทคโนโลยีในการศึกษาและการผลิตระดับสูง ยาจึงมีราคาแพง ปัจจุบันมีข้อมูลทางการแพทย์ว่า การรักษาโรคมะเร็งจำนวนมากตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามุ่งเป้าดี เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเม็ดสีผิว มะเร็งไต และมะเร็งระบบเลือด เป็นต้น

• การรักษาโดยระบบภูมิคุ้มกัน (Immunotherapy) หลักของการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีนี้ คือการให้ยาหรือสารเพื่อไปปรับระบบภูมิคุ้มกัน โดยมีผลกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่ออกฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง และไปลดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันบางส่วน ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนการโตของเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ การรักษาโดยระบบภูมิคุ้มกัน ยังรวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เรียกว่า “CAR-T cell” คือการนำ T-cell (มีหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมในร่างกายของผู้ป่วย) มาปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หลังจากนั้นจะใส่กลับเข้าไปในร่างกายผู้ป่วยตามเดิม โดย T-cell ที่ถูกดัดแปลง จะไปเกาะจับกับผิวเซลล์ของเซลล์มะเร็ง และเริ่มต้นทำลายเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม การรักษาโดยระบบภูมิคุ้มกัน ยังเป็นการรักษาใหม่มาก ส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา ไม่ได้ใช้เป็นมาตรฐานการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน โดยโรคที่มีข้อมูลเพียงพอและเป็นมาตรฐานในการรักษาส่วนใหญ่ คือ มะเร็งระบบเลือด และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

• การปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow/Stem Cell Transplantation) การปลูกถ่ายไขกระดูก มีทั้งการใช้เซลล์ต้นกำเนิดของตัวเอง หรือของบุคคลที่มีความเข้ากันได้ของระบบภูมิคุ้มกัน ข้อมูลในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งระบบเลือดอื่น ๆ หรือมะเร็งเซลล์สืบพันธุ์บางชนิด

ทั้งนี้ การศึกษามะเร็งในปัจจุบันค่อนข้างกว้างขวาง นำไปสู่การรักษาโรคมะเร็งที่หลากหลายและบางกรณีการรักษาจำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด โดยการเลือกวิธีในการรักษาแพทย์จะพิจารณาจากชนิดของมะเร็ง ลักษณะของเซลล์ การแสดงออกทางระบบภูมิคุ้มกันวิทยา ระยะของโรค ตำแหน่งของโรค รวมถึงสุขภาพความแข็งแรงโดยรวมของผู้ป่วย เพื่อเลือกการรักษาโรคมะเร็งที่เหมาะสมที่สุด โดยเป้าหมายคือให้การรักษาที่หวังผลได้มากที่สุด ควบคู่ไปกับความพยายามให้เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุดนั่นเอง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง


เอกสารอ้างอิง: 

1. เว็บไซต์มะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ http://www.siphhospital.com/th/news/article/share/240

2. เว็บไซต์สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (nci.go.th)

3. https://hd.co.th/what-is-cancer

Comments are closed.