จาก Targeted Therapy สู่ Immune Activation บทบาทของเบต้ากลูแคนในการรักษามะเร็งยุคใหม่
Targeted therapy หรือที่เราเรียกว่า “ยามุ่งเป้า” เริ่มถูกใช้มากขึ้นในการรักษามะเร็งหลายชนิด รวมทั้งมะเร็งลำไส้ แต่ปัญหาคือผู้ป่วยประมาณ 30–40% มักไม่ตอบสนองต่อยากลุ่มนี้ วันนี้ผมอยากพามาดูแนวคิดใหม่ของงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ที่พยายามใช้สารกระตุ้นภูมิคุ้มกันมาช่วยให้ยามุ่งเป้าทำงานได้ดีขึ้น
ปัจจุบันการรักษามะเร็งมีความก้าวหน้าอย่างมาก เราเริ่มเข้าใจว่า มะเร็งจำนวนมากเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนบางตัว ทำให้เซลล์แบ่งตัวผิดปกติและควบคุมไม่ได้ แนวคิดการรักษาในยุคใหม่จึงเรียกว่า Precision Medicine หรือการรักษาแบบตรงจุด คือพยายามหาว่า “ยีน หรือ โปรตีนไหนที่ทำให้มะเร็งเติบโต แล้วพัฒนายาไปปิดหรือไปยับยั้ง ยีนหรือโปรตีนนั้น ยากลุ่มนี้เรียกว่า Targeted therapy
ในมะเร็งลำไส้ใหญ่ หนึ่งใน targeted therapy ที่ใช้กันคือยา Cetuximab Cetuximab เป็นยาประเภท ที่เรียกว่า monoclonal antibody ซึ่งก็คือ แอนติบอดีที่ที่นักวิทยาศาสตร์สร้างขึ้นให้เลียนแบบแอนติบอดีของระบบภูมิคุ้มกัน แต่ถูกออกแบบให้จับกับเป้าหมายเฉพาะที่อยู่บนเซลล์มะเร็ง
ในกรณีของ Cetuximab เป้าหมายคือโปรตีนบนผิวเซลล์มะเร็งที่ชื่อว่า EGFR EGFR เปรียบเหมือน ปุ่มสั่งให้เซลล์แบ่งตัว เมื่อปุ่มนี้ถูกกระตุ้น เซลล์ก็จะส่งสัญญาณภายในเซลล์ทำให้เซลล์มะเร็งเริ่มแบ่งตัว ดังนั้นยา Cetuximab จึงถูกออกแบบมาเพื่อ ไปปิดปุ่ม EGFR นี้ เพื่อหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง
แต่ปัญหาคือ ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ประมาณ 30–45% จะมียีนที่ชื่อ KRAS กลายพันธุ์ เมื่อ KRAS กลายพันธุ์ จะเหมือนกับว่ามันมีสัญญาณทดแทนมาทำให้ สวิตช์การแบ่งตัวเปิดค้างอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้เราจะปิด สวิทช์ EGFR ด้วยยา Cetuximab แล้วก็ตาม เซลล์มะเร็งก็ยังแบ่งตัวต่อได้อยู่ ดังนั้นผู้ป่วยกลุ่มนี้มัก ไม่ตอบสนองต่อยา cetuximab
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่า แม้ยา Cetuximab มักไม่ค่อยได้ผลในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แต่เมื่อยาไปจับเซลล์มะเร็ง มันจะทำให้เซลล์มะเร็งเหมือนถูก ติดป้ายเอาไว้ ในทางภูมิคุ้มกันวิทยา เรียกว่า Opsonization หมายถึง เมื่อเซลล์มะเร็งถูกติดป้ายหรือทำเครื่องหมายไว้ ทำให้เม็ดเลือดขาวเราจะสามารถมองเห็นและกำจัดมันได้ง่ายขึ้น นักวิจัยจึงเกิดแนวคิดว่า ถ้าเราใช้ยา Cetuximab เป็นตัว “ชี้เป้า” แล้วกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้เข้ามาทำลายเซลล์มะเร็งแทนจะทำได้มั้ย สารที่นักวิจัยเริ่มให้ความสนใจมาใช้กระตุ้นภูมิคุ้มกันคือ เบต้ากลูแคน ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่พบในผนังเซลล์ของยีสต์
จากแนวคิดนี้ นักวิจัยจึงทำการศึกษาร่วมกันหลายสถาบันเป็นการศึกษานี้เป็น multicenter study ในสหรัฐอเมริกา โดยมีศูนย์วิจัยสำคัญ เช่น Memorial Sloan Kettering Cancer Center University of Minnesota และ Mary Crowley Cancer Research Center
โดยงานวิจัยนี้เป็น Phase II clinical trial ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ระยะลุกลามที่มี KRAS mutation ผู้ป่วยในการศึกษานี้มี 18 คน โดยให้การรักษาด้วย ยา Cetuximab ร่วมกับ Beta Glucan
ผลการศึกษาพบว่า แม้ว่ายา Cetuximab เพียงอย่างเดียวมักไม่ค่อยได้ผลในผู้ป่วยที่มี KRAS mutation แต่การใช้ร่วมกับ Beta-Glucan 1,3/1,6 สามารถทำให้ผู้ป่วยบางรายมีการตอบสนองต่อการรักษาได้ คือ มีผู้ป่วย 1 ราย ก้อนเล็กลงมากกว่า 30 % และประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยสามารถควบคุมโรคได้ช่วงหนึ่ง
ทีมนักวิจัยให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า กลไกที่เกิดขึ้นอาจมาจากการที่ เบต้ากลูแคน 1,3/1,6 สามารถกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวที่พบมากที่สุดในร่างกาย คิดเป็นประมาณ 60–70% ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด และมีหน้าที่สำคัญในการกำจัดเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย บนผิวของนิวโทรฟิลจะมีตัวรับชนิดหนึ่งที่เรียกว่า CR3 ซึ่งตัวรับนี้สามารถ รับรู้เซลล์มะเร็งที่ถูกยาซีทูซิแมบไปจับเหมือนเป็นการติดป้ายเอาไว้ และในขณะเดียวกัน เบต้ากลูแคนก็สามารถกระตุ้นตัวรับนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อเซลล์มะเร็งถูกยาไปติดป้ายไว้ และมีเบต้ากลูแคนมากระตุ้นเม็ดเลือดขาว นิวโทรฟิลจึงอาจสามารถเข้ามาช่วยทำลายเซลล์มะเร็งได้ นอกเหนือจากกำจัดเชื้อโรคทั่วไป
แม้ผลการตอบสนองจะไม่สูงมาก แต่การศึกษานี้ถือเป็นหลักฐานเบื้องต้น หรือ proof-of-concept ที่แสดงให้เห็นว่า การใช้เบต้ากลูแคน 1,3/1,6 (Beta Glucan 1,3/1,6) เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่วมกับ monoclonal antibody อาจช่วยให้เม็ดเลือดขาวสามารถเข้ามาทำลายเซลล์มะเร็งที่ถูก antibody จับไว้ได้ ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ของการรักษามะเร็งที่ใช้ ภูมิคุ้มกันของร่างกายร่วมกับ targeted therapy