มะเร็งผิวหนัง 3 ชนิด
ที่พบบ่อยในคนไทย
มะเร็งผิวหนัง 3 ชนิดที่พบบ่อยในคนไทย — อาการ ความเสี่ยง และวิธีป้องกันที่ต้องรู้
รู้หรือไม่มะเร็งผิวหนังในไทย ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
หลายคนอาจคิดว่ามะเร็งผิวหนังเป็นโรคของคนผิวขาวในต่างประเทศ แต่ความจริงแล้ว มะเร็งผิวหนังในคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระหว่างปี พ.ศ. 2559–2561 พบผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังรายใหม่เฉลี่ยถึง 4,374 คนต่อปี หรือคิดเป็น วันละ 12 คน โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และกลุ่มเสี่ยงหลักคือผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
แม้จะเป็นโรคที่รักษาได้หากตรวจพบเร็ว แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รู้จักอาการ ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ บทความนี้จะพาคุณรู้จักกับ มะเร็งผิวหนัง 3 ชนิดหลัก ที่พบบ่อยในประเทศไทย พร้อมสัญญาณเตือน ปัจจัยเสี่ยง และบทบาทสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรค
มะเร็งผิวหนังชนิดที่ 1: Basal Cell Carcinoma (BCC) — อันตรายน้อยแต่พบมากที่สุด
มะเร็งเบซัลเซลล์ (Basal Cell Carcinoma หรือ BCC) คือมะเร็งผิวหนังที่พบมากที่สุดในคนไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของมะเร็งผิวหนังทั้งหมด โดยเกิดจากความผิดปกติของเซลล์เบซัลในชั้น Epidermis หรือผิวหนังชั้นนอกสุด
อาการและลักษณะที่สังเกตได้
BCC มักปรากฏเป็น ตุ่มนูนกลม ผิวมัน คล้ายไข่มุก บางครั้งโปร่งแสง มีขอบยกนูนชัดเจน และอาจเห็นเส้นเลือดฝอยเล็กๆ วิ่งผ่านบริเวณผิว สีของรอยโรคมีตั้งแต่ชมพู แดง ไปจนถึงน้ำตาล และบางกรณีมีแผลบุ๋มตรงกลาง มะเร็งชนิดนี้เติบโตช้ามาก มักไม่มีอาการเจ็บปวด จึงง่ายต่อการมองข้าม
ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ ใบหน้า โดยเฉพาะสันจมูก รอบดวงตา และแก้ม รวมถึงบริเวณหนังศีรษะ คอ และหลังมือ
ปัจจัยเสี่ยง
- การสะสมของรังสี UV จากแสงแดด
- มีผิวขาวหรืออายุมาก
- ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง
- สัมผัสสารหนูเป็นเวลานาน
ความอันตราย
แม้ BCC จะมีอัตราการแพร่กระจายต่ำมากและอัตรารอดชีวิต 5 ปีในระยะแรกใกล้เคียง 100% แต่หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจลุกลามลึกถึงกระดูกและทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบได้อย่างรุนแรง
มะเร็งผิวหนังชนิดที่ 2: Squamous Cell Carcinoma (SCC) — แพร่กระจายได้ ต้องระวัง
มะเร็งสความัส (Squamous Cell Carcinoma หรือ SCC) พบเป็นอันดับ 2 คิดเป็นประมาณ 15–20% ของมะเร็งผิวหนัง ในประเทศไทย เกิดจากความผิดปกติของเซลล์สความัสในชั้น Epidermis และมีความสามารถในการแพร่กระจายสูงกว่า BCC
อาการและลักษณะที่สังเกตได้
SCC มักปรากฏเป็น แผลแข็ง นูน มีสะเก็ด มีขอบแดงนูนล้อมรอบ บางรายดูคล้ายหูดหรือผื่นหนา มีเลือดออกง่ายเมื่อสัมผัส และที่สำคัญคือ เป็นแผลที่รักษาไม่หายเกิน 3 เดือน บางกรณีมีอาการเจ็บหรือคันร่วมด้วย
มักพบที่ ริมฝีปาก ใบหน้า หู หลังมือ และแขน ซึ่งล้วนเป็นบริเวณที่ได้รับแสงแดดโดยตรงเป็นประจำ
ปัจจัยเสี่ยง
- รังสี UV สะสม
- แผลผิวหนังเรื้อรัง
- สัมผัสสารเคมีหรือสารหนู
- การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
- การติดเชื้อ HPV บางสายพันธุ์
ความอันตราย
SCC มีอัตราการลุกลามระดับปานกลาง และสามารถแพร่กระจายเข้าต่อมน้ำเหลืองได้ หากตรวจพบในระยะแรก อัตรารอดชีวิต 5 ปีอยู่ที่ 90–100% แต่หากพบในระยะที่ 3 ขึ้นไป จะลดลงเหลือเพียงประมาณ 50%
มะเร็งผิวหนังชนิดที่ 3: Malignant Melanoma — ร้ายแรงที่สุด ต้องพบแพทย์ด่วน
มะเร็งเมลาโนมา (Malignant Melanoma หรือ MM) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มะเร็งไฝ” เป็นชนิดที่พบน้อยที่สุดในสามชนิด แต่ถือว่า อันตรายและร้ายแรงที่สุด เกิดจาก Melanocyte ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดสีเมลานิน เกิดการกลายพันธุ์ผิดปกติ
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง
- รังสี UV สะสมระยะยาว
- มีไฝแต่กำเนิดขนาดใหญ่
- พันธุกรรมหรือประวัติในครอบครัว
- ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ความอันตราย
มะเร็งเมลาโนมาสามารถ แพร่กระจายเข้ากระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว และมักลุกลามไปยังอวัยวะสำคัญ เช่น ปอด กระดูก ตับ และสมอง หากพบในระยะแรก (ระยะ 1) อัตรารอดชีวิตสูงมาก แต่หากพบในระยะที่ 4 อัตรารอดชีวิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยเสี่ยงร่วมของมะเร็งผิวหนังทั้ง 3 ชนิด
ทั้ง BCC, SCC และ Melanoma มีปัจจัยเสี่ยงที่ซ้อนทับกันหลายประการ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม
ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ รังสี UV จากแสงแดดสะสม การทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน การสัมผัสสารเคมีอย่างสารหนูหรือไฮโดรคาร์บอน และประวัติการได้รับการฉายรังสี
ปัจจัยภายในร่างกาย ได้แก่ พันธุกรรมและประวัติครอบครัว แผลผิวหนังเรื้อรังนานกว่า 3 เดือน ไฝขนาดใหญ่หรือไฝแต่กำเนิด และ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่หลายคนมองข้าม แต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ภูมิคุ้มกัน: แนวป้องกันด่านแรกของผิวหนัง
ร่างกายมนุษย์มีกลไกป้องกันเซลล์มะเร็งทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยมีเซลล์ภูมิคุ้มกันอย่าง Macrophage และ NK Cells ทำหน้าที่ลาดตระเวนทั่วผิวหนัง ตรวจจับเซลล์ที่ผิดปกติหรือกำลังกลายพันธุ์ ส่งสัญญาณระดมเม็ดเลือดขาวมาทำลาย และป้องกันไม่ให้เซลล์ร้ายขยายตัวและแพร่กระจาย
แต่เมื่อใดก็ตามที่ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เซลล์ผิดปกติก็จะมีโอกาสเติบโตและกลายเป็นมะเร็งได้ง่ายขึ้น นี่คือเหตุผลที่ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้สูงอายุที่ภูมิคุ้มกันเสื่อมตามวัย ล้วนมีความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังสูงกว่าคนทั่วไป
“ผิวหนังแข็งแรง เริ่มจากภูมิคุ้มกันที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ”
เบต้ากลูแคน 1,3/1,6: วิทยาศาสตร์เพื่อภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง
หนึ่งในแนวทางที่ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางในด้านการเสริมระบบภูมิคุ้มกัน คือ เบต้ากลูแคน (Beta Glucan) ซึ่งเป็นน้ำตาลเชิงซ้อนจากธรรมชาติ (Natural Polysaccharide) ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการกระตุ้นและปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน
ชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ Beta 1,3/1,6 Glucan ซึ่งมีโครงสร้างสายหลักต่อด้วยพันธะ 1,3 และแขนงด้านข้างด้วยพันธะ 1,6 โครงสร้างพิเศษนี้ช่วยให้ร่างกายสามารถนำไปใช้กระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการเสริมเกราะป้องกันจากภายในที่ร่างกายต้องการ
สรุป: รู้เร็ว ป้องกันได้ ดูแลภูมิคุ้มกันอย่าให้ขาด
มะเร็งผิวหนังทั้ง 3 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น BCC, SCC หรือ Melanoma ล้วนมีจุดร่วมสำคัญคือ ยิ่งพบเร็ว โอกาสรักษาหายยิ่งสูง และ ภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงคือเกราะป้องกันด่านแรก ที่จะช่วยลดความเสี่ยงก่อนที่โรคจะเกิดขึ้น
การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด การตรวจผิวหนังสม่ำเสมอ และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผิวหนังและร่างกายของคุณแข็งแรงในระยะยาว