THE IMMUNE LAB

มะเร็งเต้านม รักษาได้ถ้าเข้าใจ

มะเร็งเต้านม รักษาได้ถ้าเข้าใจ: รู้จักชนิดของโรค แนวทางการรักษา และบทบาทของภูมิคุ้มกัน

มะเร็งเต้านม (Breast Cancer) คือมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ ของผู้หญิง และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั้งในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก แต่ท่ามกลางตัวเลขที่น่ากังวลนั้น มีความจริงข้อหนึ่งที่อยากให้ทุกคนจดจำไว้ นั่นคือ มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่รักษาได้ หากเราเข้าใจมันและดูแลอย่างถูกวิธี

สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ มะเร็งเต้านมไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว การวินิจฉัยที่แม่นยำไม่ได้ดูเพียงตำแหน่งที่เกิดโรค แต่ต้องอาศัยผลตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อจำแนกชนิดของเซลล์มะเร็ง เพราะเซลล์แต่ละชนิดตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกัน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจตั้งแต่สถิติ ชนิดของโรค สัญญาณเตือน ไปจนถึงแนวทางการรักษา และหัวใจสำคัญที่มักถูกมองข้าม นั่นคือ “ระบบภูมิคุ้มกัน” ของตัวเราเอง

สถานการณ์มะเร็งเต้านมในประเทศไทย

ตัวเลขจากทะเบียนมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ช่วยให้เราเห็นภาพชัดว่ามะเร็งเต้านมเป็นภัยสุขภาพที่ใกล้ตัวและทวีความรุนแรงขึ้นในทุก ๆ ปี

 

อันดับ 1

มะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย

~47 คน/วัน

ผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับการวินิจฉัย

~13 คน/วัน

ผู้เสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม

  • ทุกวันนี้มีผู้หญิงไทยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่า 20,000 รายต่อปี (ข้อมูลกรมการแพทย์ ปี 2567) ขณะที่ข้อมูลทะเบียนมะเร็ง Cancer in Thailand ก่อนหน้านี้อยู่ที่ราว 17,043 รายต่อปี หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 47 คน
  • ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมราว 4,800 ราย หรือเฉลี่ยวันละ 13 คน และตัวเลขนี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
  • ในระดับโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ราว 2.2 ล้านคน และเสียชีวิตราว 680,000 คน

มะเร็งเต้านมเกิดขึ้นได้อย่างไร และเกิดที่ตำแหน่งไหน

มะเร็งเต้านมเกิดจากเซลล์ในเนื้อเยื่อเต้านมที่แบ่งตัวผิดปกติจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย โดยสามารถเกิดได้หลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นกลีบเต้านม (lobules) ท่อน้ำนม (ducts) หรือฐานเต้านม จุดที่ต้องเน้นย้ำคือการวินิจฉัยที่แม่นยำไม่ได้ดูเพียงตำแหน่งที่เกิดโรค

ในทางพยาธิวิทยา (Pathology) แพทย์จะนำชิ้นเนื้อไปตรวจและย้อมสีเพื่อดูลักษณะของเซลล์มะเร็งอย่างละเอียด เพราะ ลักษณะของเซลล์มะเร็งคือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้วางแผนการรักษาได้แม่นยำที่สุด และจากผลตรวจนี้เอง ทำให้เราสามารถแบ่งมะเร็งเต้านมออกได้เป็น 3 ชนิดหลัก

มะเร็งเต้านม 3 ชนิด แบ่งตามผลตรวจทางพยาธิวิทยา

การรู้ว่าเป็นมะเร็งชนิดใด สำคัญพอ ๆ กับการรู้ว่าเป็นมะเร็งระยะใด เพราะเป็นตัวกำหนดว่าแพทย์จะเลือกใช้วิธีรักษาแบบไหนจึงจะได้ผลดีที่สุด

ชนิดที่ 1 : มะเร็งเต้านมชนิดมีตัวรับฮอร์โมน (Hormone Receptor-Positive)

มะเร็งเต้านมชนิดที่มีตัวรับฮอร์โมนเป็นชนิดที่พบมากที่สุด คิดเป็นราว 70% ของผู้ป่วยทั้งหมด เซลล์มะเร็งกลุ่มนี้มี “ตัวรับฮอร์โมน” (Hormone Receptor) ที่คอยจับฮอร์โมนเพศหญิง คือ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) มาใช้เปรียบเสมือน “อาหาร” ในการเติบโต ดังนั้นเมื่อร่างกายมีฮอร์โมนเพศหญิงมาก เซลล์มะเร็งก็ยิ่งเติบโตได้เร็ว

แนวทางการรักษา: นอกจากการผ่าตัด เคมีบำบัด และการฉายแสงแล้ว แพทย์มักใช้ฮอร์โมนบำบัด (Hormone Therapy) ควบคู่ไปด้วย ซึ่งหลักการคือการ “ตัดอาหาร” ของมะเร็งด้วยการลดหรือปิดกั้นฮอร์โมน เพื่อไม่ให้ก้อนโตขึ้นและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

  • ยากลุ่ม Tamoxifen: ออกฤทธิ์ปิดกั้นไม่ให้ฮอร์โมนเข้าไปจับกับตัวรับบนเซลล์มะเร็งได้
  • ยากลุ่ม Aromatase Inhibitors (AI): “Aromatase” คือเอนไซม์ที่แปลงฮอร์โมนเพศชายให้กลายเป็นฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกาย ส่วน “Inhibitor” แปลว่ายับยั้ง ยากลุ่มนี้จึงช่วยลดปริมาณฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกาย เท่ากับตัดแหล่งอาหารของมะเร็งให้หมดไป

ข้อควรรู้เรื่องผลข้างเคียง

ในผู้ป่วยอายุน้อย การถูกตัดฮอร์โมนออกไปอาจทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะคล้ายวัยทองก่อนกำหนด เช่น ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ ผิวแพ้ง่าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง การดูแลและฟื้นฟูภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญตลอดการรักษา แต่โดยรวมแล้วมะเร็งเต้านมชนิดนี้ถือเป็นกลุ่มที่รักษาได้ค่อนข้างง่ายที่สุดในสามชนิด
เพราะตอบสนองต่อการรักษาได้ดีและมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำน้อยกว่า

 

ชนิดที่ 2 : มะเร็งเต้านมชนิด HER2 เป็นบวก (HER2-Positive)

มะเร็งเต้านมชนิดนี้คือการตรวจพบโปรตีนตัวหนึ่งชื่อ HER2 (ชื่อเต็มคือ Human Epidermal Growth Factor Receptor 2) ในปริมาณมากผิดปกติ โปรตีนตัวนี้ทำหน้าที่กระตุ้นการเติบโตของเซลล์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศ

แนวทางการรักษา: นอกจากเคมีบำบัดแล้ว แพทย์จะใช้ ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) เพื่อยับยั้งการทำงานของ HER2 โดยเฉพาะ ยาที่ใช้บ่อยได้แก่ Trastuzumab (ชื่อการค้า Herceptin) และยารุ่นใหม่อย่าง Pertuzumab

 

ชนิดที่ 3 : มะเร็งเต้านมชนิด Triple Negative

“Triple Negative” แปลว่า “ลบทั้งสาม” หมายถึงตรวจ ไม่พบตัวรับทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ตัวรับเอสโตรเจน (ER) ตัวรับโปรเจสเตอโรน (PR) และตัวรับ HER2 เมื่อไม่พบเป้าหมายที่ชัดเจน จึงทำให้เป็นชนิดที่รักษายากที่สุด เพราะยากที่จะระบุว่าอะไรคือต้นเหตุที่แท้จริง

แนวทางการรักษา: แพทย์จะใช้เคมีบำบัดเป็นตัวตั้งต้น และปัจจุบันเริ่มมีการนำภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) มาใช้ควบคู่กัน เพื่อกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวกลับมาทำลายเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบภูมิคุ้มกันมีบทบาทสำคัญมากในการต่อสู้กับมะเร็ง

สรุปเปรียบเทียบมะเร็งเต้านม 3 ชนิด

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเต้านม

แม้ทุกวันนี้วงการแพทย์จะยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งเต้านม แต่สิ่งที่รู้แน่ชัดคือมีปัจจัยหลายอย่างที่เพิ่มโอกาสการเกิดโรค ซึ่งพอจะแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่เราเลือกไม่ได้ และกลุ่มที่อยู่ในมือของเราเอง

ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้

  • เพศและอายุ: ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชายเกือบร้อยเท่า และยิ่งอายุมากขึ้นความเสี่ยงก็ยิ่งสูงตาม โดยราว 2 ใน 3 ของผู้ป่วยมีอายุเกิน 50 ปี
  • ประวัติครอบครัวและพันธุกรรม: ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ โดยเฉพาะที่เป็นตั้งแต่อายุน้อย หรือมีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1/BRCA2
  • ปัจจัยด้านฮอร์โมน: ประจำเดือนมาเร็ว/หมดช้า ไม่เคยมีบุตร หรือมีบุตรคนแรกหลังอายุ 30 ปี ขณะที่การมีบุตรตั้งแต่อายุน้อยและการให้นมบุตรช่วยลดความเสี่ยงได้

ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ (ปรับเปลี่ยนได้)

  • ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน
  • การรับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ การดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่
  • การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต

ธรรมชาติที่น่ากลัวของมะเร็งเต้านมคือ ในระยะแรกมันมักเงียบสนิท ไม่เจ็บ และไม่แสดงอาการ กว่าจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อโรคเริ่มลุกลามไปแล้ว การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะสัญญาณเหล่านี้

  • คลำพบก้อนที่เต้านมหรือบริเวณรักแร้ โดยมักเป็นก้อนแข็งและไม่เจ็บ
  • ขนาดหรือรูปร่างของเต้านมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  • มีของเหลว น้ำเหลือง หรือของเหลวคล้ายเลือดไหลออกจากหัวนม
  • หัวนมบุ๋ม ผิดรูป หรือถูกดึงรั้ง
  • ผิวหนังบริเวณเต้านมบวมแดง เป็นแผล เป็นผื่นคัน หรือมีลักษณะคล้ายผิวส้ม

ควรพบแพทย์เมื่อไร

หากคลำเจอก้อนหรือสังเกตเห็นความผิดปกติเหล่านี้ อย่ารอให้ก้อนโตขึ้นหรือรอจนกว่าจะเจ็บ เพราะมะเร็งเต้านมระยะแรกส่วนใหญ่ไม่เจ็บเลย ทางที่ดีที่สุดคือไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมให้เร็วที่สุด

ระยะของมะเร็งเต้านม

เพื่อวางแผนการรักษาให้ตรงจุด แพทย์จะแบ่งมะเร็งเต้านมเป็นระยะต่าง ๆ ตามขนาดก้อนและการแพร่กระจาย หลักการง่าย ๆ ที่ควรจดจำคือ ยิ่งพบเร็วเท่าไร โอกาสรักษาหายก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

การตรวจวินิจฉัยและการตรวจคัดกรอง

หัวใจของการตรวจคัดกรอง (Screening) คือการค้นหามะเร็งให้เจอตั้งแต่ก่อนที่มันจะแสดงอาการ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการลดอัตราการเสียชีวิต

วิฑีการตรวจหลัก

  1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง (BSE) — คลำและสังเกตความผิดปกติเป็นประจำทุกเดือน
  2. การตรวจโดยแพทย์ (Clinical Breast Examination: CBE)
  3. แมมโมแกรม (Mammogram) — เอกซเรย์เต้านมเพื่อหาก้อนหรือหินปูนขนาดเล็กที่คลำไม่พบ ถือเป็นมาตรฐานการคัดกรอง
  4. อัลตราซาวนด์เต้านม — ช่วยแยกก้อนน้ำจากก้อนเนื้อ มักใช้ร่วมกับแมมโมแกรม
  5. การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ (Biopsy) — วิธียืนยันที่แม่นยำที่สุด และเป็นขั้นตอนที่บอกได้ว่าเป็นมะเร็งชนิดใดในสามชนิดข้างต้น

คำแนะนำการตรวจตามช่วงอายุ

หัวใจสำคัญที่มักถูกมองข้าม: ภูมิคุ้มกันระหว่างการรักษา

ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเต้านมชนิดใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งระหว่างการรักษาคือ ระบบภูมิคุ้มกันของตัวเราเอง เหตุผลมีอยู่สามข้อหลัก

  • ป้องกันการติดเชื้อ: การรักษาอย่างเคมีบำบัดและฉายแสงมักกดภูมิคุ้มกันลง ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงจึงเป็นด่านป้องกันสำคัญ
  • ทำให้รักษาได้ต่อเนื่อง: เมื่อร่างกายแข็งแรงและไม่ติดเชื้อบ่อย ผู้ป่วยก็สามารถรับการรักษาตามแผนได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดชะงัก ซึ่งส่งผลต่อผลลัพธ์การรักษาโดยตรง
  • ช่วยทำลายเซลล์มะเร็ง: โดยธรรมชาติแล้ว เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันมีหน้าที่คอยตรวจจับและทำลายเซลล์ผิดปกติอยู่แล้ว นี่คือเหตุผลที่การแพทย์สมัยใหม่นำ “ภูมิคุ้มกันบำบัด” มาใช้ในการรักษามะเร็งบางชนิด

ด้วยเหตุนี้ การดูแลและฟื้นฟูให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงอยู่เสมอตลอดช่วงการรักษา จึงไม่ใช่เรื่องรอง แต่เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายพร้อมรับมือและฟื้นตัวได้ดีขึ้น การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน และดูแลสุขภาพองค์รวม คือพื้นฐานที่ทุกคนทำได้

เบต้ากลูแคน กับการดูแลภูมิคุ้มกันโดยรวม

เบต้ากลูแคน (Beta Glucan) เป็นสารกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์ที่พบได้ตามธรรมชาติในผนังเซลล์ของยีสต์ เห็ด และธัญพืชบางชนิด และเป็นสารที่มีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องในด้านคุณสมบัติช่วยปรับสมดุลและเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน (immunomodulation) จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่หลายคนใช้ดูแลสุขภาพภูมิคุ้มกันในภาพรวม

ในเชิงกลไก เบต้ากลูแคนออกฤทธิ์โดยการจับกับตัวรับจำเพาะบนผิวของเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น แมคโครฟาจ นิวโทรฟิล และเซลล์เพชฌฆาตธรรมชาติ (Natural Killer cells) ซึ่งเมื่อถูกกระตุ้น เซลล์เหล่านี้จะเข้าโจมตีเซลล์ที่ผิดปกติ พร้อมทั้งหลั่งสารสื่อภูมิคุ้มกันหลายชนิด เช่น TNF, IL-1, IL-6 และอินเตอร์เฟียรอนออกสู่กระแสเลือด จึงถือเป็นสารที่ทำงานในลักษณะ “ปรับและกระตุ้น” ระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (innate immunity) มากกว่าจะออกฤทธิ์ทำลายเซลล์โดยตรง clinicaltrials

ด้วยคุณสมบัตินี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจึงมีความสนใจศึกษาบทบาทของเบต้ากลูแคนในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง รวมถึงมะเร็งเต้านม ตัวอย่างเช่น การศึกษาเชิงคลินิกในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามของ Demir และคณะ (2007) ที่มหาวิทยาลัยอิสตันบูล พบว่าการรับประทานเบต้ากลูแคนชนิด 1-3,1-6 ต่อเนื่อง 15 วัน สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของจำนวนโมโนไซต์ในเลือด และการแสดงออกของเครื่องหมายการทำงานอย่าง CD95 และ CD45RA ที่สูงขึ้น สอดคล้องกับสมมติฐานเรื่องการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ScienceDirect

นอกจากนี้ยังมีการทดลองแบบสุ่ม ปกปิดสองทาง และมีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก (randomized double-blind placebo-controlled trial) ที่ศึกษาผลของเบต้ากลูแคนต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระหว่างได้รับเคมีบำบัด โดยตั้งอยู่บนคุณสมบัติด้านการปรับภูมิคุ้มกันที่อาจช่วยบรรเทาผลข้างเคียงจากคีโม ขณะที่การศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัดกลุ่มอื่น ๆ ก็ชี้ว่าเบต้ากลูแคนสามารถทนได้ดีและอาจมีผลดีต่อการสร้างเม็ดเลือด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ เพราะการรักษามะเร็งมักกดการทำงานของไขกระดูกและภูมิคุ้มกันลง PubMedScienceDirect

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเน้นย้ำอย่างตรงไปตรงมาคือ งานวิจัยเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาขนาดเล็กและระยะสั้น ที่วัดผลด้านตัวชี้วัดทางภูมิคุ้มกันเป็นหลัก นักวิจัยจึงระบุว่ายังจำเป็นต้องมีการทดลองทางคลินิกที่ออกแบบมาอย่างดีเพิ่มเติม เพื่อยืนยันประสิทธิผลที่แท้จริง และยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าผลด้านภูมิคุ้มกันจะแปลเป็นประโยชน์ทางคลินิกได้มากน้อยเพียงใด ด้วยเหตุนี้ บทบาทของเบต้ากลูแคนจึงควรถูกเข้าใจในฐานะ “ทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพภูมิคุ้มกันโดยรวม” ไม่ใช่การบำบัดหรือรักษาโรค และผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด ๆ เสมอ ScienceDirect

ข้อควรระวังสำคัญสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา และไม่สามารถใช้ทดแทนการรักษาทางการแพทย์ได้ ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษามะเร็ง (เคมีบำบัด ฉายแสง หรือยามุ่งเป้า) ควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด ๆ เสมอ เพราะสารบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับการรักษาได้

สรุป

มะเร็งเต้านมอาจเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ก็เป็นโรคที่รักษาได้ หากเราเข้าใจมันอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การรู้ว่ามันไม่ได้มีชนิดเดียว การหมั่นสังเกตสัญญาณเตือน การตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ ไปจนถึงการดูแลภูมิคุ้มกันของตัวเองให้แข็งแรงตลอดเส้นทางการรักษา

เพราะสุดท้ายแล้ว การเลือกดูแลสุขภาพที่ดีไม่ได้เริ่มจากความกลัว แต่เริ่มจากความเข้าใจ และ ความเข้าใจที่ตั้งอยู่บนหลักฐานที่ดี คือเกราะป้องกันที่มีค่าที่สุด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข — ทะเบียนมะเร็ง Cancer in Thailand และแนวทางการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม
  • กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข — ข้อมูลเดือนรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม (ตุลาคม 2567)
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) — สถิติมะเร็งเต้านมระดับโลก
  • ข้อมูลการจำแนกชนิดและแนวทางการรักษาทางพยาธิวิทยา เรียบเรียงตามหลักเวชปฏิบัติทั่วไป
error: IMMUNE LAB