THE IMMUNE LAB

มะเร็งในเด็กและนิวโรบลาสโตมา

มะเร็งในเด็กและนิวโรบลาสโตมา (Neuroblastoma): ทำไมจึงต่างจากผู้ใหญ่ และบทบาทของภูมิคุ้มกันบำบัด

เมื่อพูดถึงมะเร็ง หลายคนมักนึกถึงโรคของผู้ใหญ่ที่สัมพันธ์กับอายุและพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่ความจริงแล้ว มะเร็งในเด็กมีธรรมชาติที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่สาเหตุ ชนิดของโรค และแนวทางการรักษา บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าทำไมมะเร็งในเด็กจึงต่างจากผู้ใหญ่ เจาะลึกโรคนิวโรบลาสโตมา (Neuroblastoma) ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในเด็กเล็ก และสำรวจแนวคิดภูมิคุ้มกันบำบัดที่กำลังเปลี่ยนอนาคตของการรักษา

ทำไมมะเร็งในเด็กจึงแตกต่างจากมะเร็งในผู้ใหญ่

ความแตกต่างนี้เริ่มต้นตั้งแต่ “สาเหตุ” ของการเกิดโรค ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงปรัชญาการรักษา

สาเหตุที่ต่างกัน

  • มะเร็งในผู้ใหญ่: ส่วนใหญ่สัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรัง การสะสมของสารพิษและสารเคมี ความเสื่อมของระบบภูมิคุ้มกันตามอายุ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่สะสมมายาวนาน
  • มะเร็งในเด็ก: ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการสะสมสารพิษหรือพฤติกรรม แต่มักเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ความผิดพลาดในการแบ่งตัวของเซลล์ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต และในบางรายเกี่ยวข้องกับการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

ปรัชญาการรักษาที่ต่างกัน

เพราะเด็กยังมีชีวิตอีกยาวไกล การรักษามะเร็งในเด็กจึงไม่ได้มุ่งเพียงทำลายเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการดูแลระบบภูมิคุ้มกัน ฝึกให้ร่างกายรู้จักและควบคุมเซลล์ที่ผิดปกติได้ในระยะยาว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กในอนาคต

มะเร็งที่พบบ่อยในเด็ก

มะเร็งในเด็กที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย) ซึ่งพบมากที่สุด รองลงมาคือเนื้องอกในสมอง ตามด้วยนิวโรบลาสโตมา (มะเร็งระบบประสาทและต่อมหมวกไต) และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

นิวโรบลาสโตมา (Neuroblastoma) คืออะไร

นิวโรบลาสโตมาเป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ประสาทตัวอ่อน (neural crest cells) ของระบบประสาทซิมพาเทติก ซึ่งเป็นระบบที่ควบคุมการทำงานอัตโนมัติของร่างกาย เช่น การเต้นของหัวใจและความดันโลหิต โดยส่วนใหญ่ มักเริ่มต้นที่ต่อมหมวกไต (บริเวณช่องท้อง เหนือไต) แต่ก็สามารถเกิดตามแนวประสาทซิมพาเทติกที่คอ อก หรือเชิงกรานได้ และอาจแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ตับ กระดูก และไขกระดูก

  • เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในทารก และเป็นเนื้องอกชนิดก้อน (solid tumor) นอกกะโหลกศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก
  • พบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงเล็กน้อย และพบได้น้อยมากในเด็กอายุเกิน 10 ปีหรือในผู้ใหญ่
  • ผู้ป่วยประมาณครึ่งหนึ่งตรวจพบเมื่อโรคแพร่กระจายแล้ว จึงมีการแบ่งกลุ่มความเสี่ยงเพื่อวางแผนการรักษา

7–8%

ของมะเร็งในเด็กทั้งหมด

~17–18 เดือน

อายุเฉลี่ยเมื่อได้รับการวินิจฉัย

~90%

ของผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 5 ปี

นิวโรบลาสโตมา (Neuroblastoma) คืออะไร

อาการจะแตกต่างกันตามตำแหน่งของก้อนและการแพร่กระจาย ที่พบบ่อยคือ

  • คลำพบก้อนหรือท้องบวมโต แน่นท้อง เบื่ออาหาร หรือท้องผูก (เมื่อก้อนอยู่ในช่องท้อง)
  • อ่อนเพลีย ซีด มีไข้ หรือปวดกระดูก/ข้อ (โดยเฉพาะเมื่อลุกลามไปกระดูกและไขกระดูก)
  • มีจ้ำเลือดหรือรอยช้ำรอบดวงตา ตาโปน จากการแพร่กระจายบริเวณเบ้าตา
  • หากก้อนอยู่ที่คอหรืออก อาจกดเบียดทำให้หายใจลำบาก หรือมีอาการทางระบบประสาท

ควรพบแพทย์เมื่อไร

อาการเริ่มต้นของนิวโรบลาสโตมามักคลุมเครือและคล้ายโรคทั่วไปในเด็ก หากพบก้อนผิดปกติ ท้องบวมโต หรือมีอาการเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรพาเด็กไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม การตรวจพบเร็วมีผลต่อแนวทางการรักษาอย่างมาก

การแบ่งกลุ่มความเสี่ยงและแนวทางการรักษา

แพทย์จะแบ่งผู้ป่วยเป็นกลุ่มความเสี่ยงต่ำ ปานกลาง และสูง โดยพิจารณาจากอายุ ระยะของโรค และตัวชี้วัดทางพันธุกรรม เช่น การเพิ่มจำนวนของยีน MYCN แนวทางการรักษาจึงปรับตามความเสี่ยง

  • กลุ่มความเสี่ยงต่ำ: บางรายอาจใช้การผ่าตัดอย่างเดียว หรือเฝ้าติดตามอาการ เพราะเนื้องอกอาจยุบได้เอง
  • กลุ่มความเสี่ยงปานกลาง–สูง: มักใช้หลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ การผ่าตัด เคมีบำบัด การฉายรังสี เคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด และกรดเรตินอยด์ (cis-retinoic acid)
  • ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy): เป็นความก้าวหน้าสำคัญ โดยใช้ยาแอนติบอดีที่มุ่งเป้าไปที่โปรตีน GD2 บนผิวเซลล์มะเร็ง เช่น Dinutuximab และ Naxitamab รวมถึงวัคซีนมะเร็งที่ฝึกภูมิคุ้มกันให้จดจำเซลล์นิวโรบลาสโตมา

แนวคิดการรักษาที่เน้นภูมิคุ้มกันระยะยาว

เนื่องจากมะเร็งในเด็กจำนวนมากตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันได้ดี การรักษาสมัยใหม่จึงหันมาให้ความสำคัญกับการ “ฝึก” ภูมิคุ้มกันของเด็กให้จดจำและควบคุมเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่ (minimal residual disease) เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำในระยะยาว

แนวคิดนี้เองที่ทำให้นักวิจัยสนใจสารเบต้ากลูแคนมากขึ้น เพราะเบต้ากลูแคนมีคุณสมบัติเสริมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันผ่านตัวรับจำเพาะ และสามารถทำงานร่วมกับยาแอนติบอดีหรือวัคซีนได้อย่างสอดคล้อง

เบต้ากลูแคนกับนิวโรบลาสโตมา: กลไกและงานวิจัยระดับโลก

กลไกการทำงาน เบต้ากลูแคนจากยีสต์ออกฤทธิ์โดยจับกับตัวรับ Dectin-1 และ Complement Receptor 3 (CR3) บนเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้เซลล์เหล่านี้ “ตื่นตัว” และเสริมความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็งที่ถูกเคลือบด้วยแอนติบอดี งานวิจัยพบว่าเซลล์มะเร็งของมนุษย์มักขาดกลไกนี้ และการทำลายผ่าน CR3 จะทำงานได้ไม่เต็มที่ จนกว่าจะถูกกระตุ้นด้วยสารอย่างเบต้ากลูแคน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเบต้ากลูแคนจึงถูกใช้ “ร่วมกับ” ยาภูมิคุ้มกันบำบัด ไม่ใช่ใช้เดี่ยว ๆ

งานวิจัยจาก Memorial Sloan Kettering (MSKCC)

Memorial Sloan Kettering Cancer Center สถาบันวิจัยมะเร็งชั้นนำของโลก ได้ศึกษาการใช้เบต้ากลูแคนร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัดในเด็กที่เป็นนิวโรบลาสโตมาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับขั้น

  • ปี 2014 (Phase I): ทดสอบในเด็ก 15 คนที่เป็นนิวโรบลาสโตมาความเสี่ยงสูงซึ่งกลับมาเป็นซ้ำแล้วเข้าสู่ภาวะโรคสงบ โดยฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิต่อ GD2/GD3 ร่วมกับเบต้ากลูแคน ผลพบว่าปลอดภัยและทนได้ดี เด็ก 12 จาก 15 คนสร้างแอนติบอดีต่อ GD2/GD3 ได้ และผลข้างเคียงส่วนใหญ่มาจากวัคซีน ไม่ได้มาจากเบต้ากลูแคน
  • ปี 2021 (Phase I): ทดสอบในเด็ก 44 คนที่เป็นนิวโรบลาสโตมาความเสี่ยงสูงชนิดดื้อยาหรือกลับเป็นซ้ำ โดยให้ยาแอนติบอดีต่อ GD2 (3F8) ทางหลอดเลือดร่วมกับเบต้ากลูแคนชนิดรับประทาน ผลพบว่าปลอดภัย และช่วยควบคุม/ชะลอการดำเนินโรคในผู้ป่วยบางส่วน
  • ปี 2023 (Phase II แบบสุ่ม): การทดลองแบบสุ่ม (randomized) ในกลุ่มผู้ป่วยที่ใหญ่ขึ้น ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Oncology พบว่าการเสริมเบต้ากลูแคนชนิดรับประทานระหว่างการฉีดวัคซีน ช่วยเพิ่มระดับแอนติบอดีต่อ GD2 ในกลุ่มที่ตอบสนอง โดยไม่เพิ่มความเป็นพิษ

บทสรุปสำคัญจากงานวิจัย

งานวิจัยทั้งหมดสะท้อนแนวคิดตรงกันว่า เบต้ากลูแคนไม่ใช่ “ยารักษามะเร็ง” แต่เป็นตัวช่วยเสริมให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีความปลอดภัยสูงและใช้ร่วมกับการรักษาหลัก นี่คือทิศทางสำคัญของการนำเบต้ากลูแคนมาใช้ในภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับเด็ก

ข้อควรระวังสำคัญสำหรับผู้ปกครองและผู้ดูแล

งานวิจัยข้างต้นเป็นการศึกษาทางคลินิกที่ใช้เบต้ากลูแคนร่วมกับวัคซีนหรือยาแอนติบอดีภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยาและไม่สามารถใช้แทนการรักษาทางการแพทย์ได้ ผู้ปกครองไม่ควรให้เด็กที่ป่วยรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด ๆ เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษา

สรุป

มะเร็งในเด็กมีธรรมชาติที่ต่างจากผู้ใหญ่ ทั้งสาเหตุที่มักมาจากพันธุกรรมและการพัฒนาของเซลล์ ไปจนถึงปรัชญาการรักษาที่เน้นการดูแลภูมิคุ้มกันเพื่อคุณภาพชีวิตระยะยาว นิวโรบลาสโตมาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของมะเร็งเด็กที่ภูมิคุ้มกันบำบัดเข้ามามีบทบาทสำคัญ

งานวิจัยระดับโลกเกี่ยวกับเบต้ากลูแคนตอกย้ำแนวคิดเดียวกัน นั่นคือการเสริมให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และ ความเข้าใจที่ตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ คือรากฐานของการดูแลสุขภาพที่ดี

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • Kushner BH, Cheung IY และคณะ — Phase I Trial of a Bivalent Gangliosides Vaccine in Combination with β-Glucan for High-Risk Neuroblastoma (Memorial Sloan Kettering, 2014)
  • Cardenas FI, Modak S และคณะ — Phase I Trial of Oral Yeast-Derived β-Glucan to Enhance Anti-GD2 Immunotherapy of Resistant High-Risk Neuroblastoma (Cancers, 2021)
  • Cheung IY และคณะ — Effect of Oral β-Glucan on Antibody Response to Ganglioside Vaccine in Patients With High-Risk Neuroblastoma: A Phase 2 Randomized Clinical Trial (JAMA Oncology, 2023)
  • ข้อมูลพื้นฐานและระบาดวิทยาของนิวโรบลาสโตมา เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ เช่น NCBI StatPearls, MSD Manual และ Cleveland Clinic
error: IMMUNE LAB