THE IMMUNE LAB

BETA GLUCAN 1,3/1,6 กับการดูแลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้

ปัจจุบันมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือ Colorectal Cancer เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยของโลก และเราพบมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงในประเทศไทยด้วย ในมุมการรักษา เรามีหลายแนวทาง เช่น การผ่าตัด เคมีบำบัด ยามุ่งเป้า (targeted therapy) และภูมิคุ้มกันบำบัด แต่ถ้าพูดโดยภาพรวมในทางคลินิก โดยเฉพาะในหลายระยะของโรค แกนหลักของการรักษาที่ยังใช้บ่อยมากก็คือ chemotherapy

เคมีบำบัดที่ใช้บ่อยในมะเร็งลำไส้จะมี ยาแกนหลักอยู่ประมาณ 3 ตัว ดังนี้

  • 5-Fluorouracil (5-FU) ถ้าเป็นแบบทานก็เป็น Capecitabine ยากลุ่มนี้ทำงานโดย ยับยั้งเอนไซม์บางตัวทำให้เซลล์ไม่สามารถสร้าง Thymidine ซึ่งก็คือ Thymine ที่เป็น 1 ใน 4 เบส หลักในการสร้าง DNA เมื่อ DNA สร้างไม่ได้ เซลล์มะเร็งจึงไม่สามารถแบ่งตัวได้
  • Oxaliplatin เป็นยาในกลุ่ม Platinum compound ซึ่งทำให้ DNA ของเซลล์มะเร็งเกิดความเสียหาย ทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถแบ่งตัวได้

  • เป็น Irinotecan ยานี้ยับยั้งเอนไซม์บางตัวที่ส่งผลทำให้ DNA แตกแล้วไม่สามารถซ่อมแซมกลับได้

    เมื่อยาทั้งสามกลไกนี้ถูกนำมาผสมกัน จึงเกิดเป็นสูตรที่คุ้นชื่อกัน เช่น

    FOLFOX / FOLFIRI / CAPOX (XELOX)

ปัญหาใหญ่ของคีโมกลุ่มนี้คือ เม็ดเลือดขาวตก หรือ Neutropenia เนื่องจากคีโมไม่ได้ทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง แต่ทำลาย เซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว ด้วย เช่น เซลล์ไขกระดูก ทำให้เม็ดเลือดขาวตก นอกจากนี้ยังส่งผลประทบอื่น ๆ ตามมา อาทิ ปัญหาในเยื่อบุทางเดินอาหารและช่องปาก ส่งผลให้เกิดอาหารท้องเสียและเป็นแผลในปาก นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อรากผมทำให้เกิดอาการผมร่วง

ช่วงที่สำคัญมากคือ ประมาณ 7–14 วันหลังให้คีโม เพราะเป็นช่วงที่เม็ดเลือดขาวลดลง และภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงชั่วคราว ในช่วงนี้เอง ในทางการแพทย์จึงมีแนวคิดที่เรียกว่า immune adjunct หรือ immune supportซึ่งไม่ได้เน้นการฆ่ามะเร็งโดยตรง แต่เป็นการ ช่วยพยุงระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายผ่านการให้คีโมได้ดีขึ้น เพื่อลดโอกาสที่ต้อง เลื่อนรอบคีโม ลด dose ของยา ซึ่งอาจทำให้ แผนการรักษาสะดุด และประสิทธิภาพของการรักษาลดลง

มีงานวิจัยหนึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Asian Pacific Journal of Cancer Prevention ปี 2014 ศึกษาเรื่องการใช้ Beta-Glucan ร่วมกับเคมีบำบัดสูตร FOLFOX ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้

การศึกษานี้เป็น retrospective study โดยใช้ข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้จำนวน 62 คน ซึ่งได้รับเคมีบำบัดสูตร FOLFOX นักวิจัยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม  กลุ่มแรกได้รับ β-glucan ร่วมกับเคมีบำบัด
อีกกลุ่มได้รับ เคมีบำบัดอย่างเดียว

งานวิจัยนี้ดูผล 2 ด้าน ได้แก่

  1. Hematologic toxicity คือผลต่อค่าเลือด เช่น เม็ดเลือดขาว (leucocytes) neutrophils เกล็ดเลือด (platelets)โดยวัด ก่อนให้คีโม และ 1 สัปดาห์หลังคีโม
  2. Non-hematologic toxicity คือผลข้างเคียงอื่น ๆ เช่น แผลในปาก และ ท้องเสีย

ผลการศึกษา ในกลุ่มที่ได้รับ Beta-glucan หลังคีโม 1 สัปดาห์ เม็ดเลือดขาวเฉลี่ยประมาณ 7300 cells/mm³ neutrophils ประมาณ 3800 cells/mm³ และ การลดลงไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับก่อนคีโม ส่วนเกล็ดเลือดลดลงเล็กน้อย จากประมาณ 290,000 ลงมาเหลือ 260,000

ในขณะที่ กลุ่มที่ได้คีโมอย่างเดียว เม็ดเลือดขาว neutrophils และเกล็ดเลือด ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากค่าเลือดแล้ว อาการที่ผู้ป่วยรู้สึกได้ เช่น แผลในปาก (oral mucositis) ท้องเสีย พบว่า เกิดน้อยกว่าในกลุ่มที่ได้รับ Beta-glucan

ผู้วิจัยจึงสรุปว่าBeta-glucan มีส่วนช่วยลด adverse effects ของเคมีบำบัดได้

อีกประเด็นที่น่าสนใจใน paper นี้คือ เค้าอ้างอิงถึงงานวิจัยชิ้นนึงที่เป็น Phase II clinical trial ที่ Memorial Sloan Kettering Cancer Center หรือ MSK ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งศึกษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ที่มียีน KRAS mutation ซึ่งโดยทั่วไปมักไม่ตอบสนองต่อยา monoclonal antibody เช่น Cetuximab ผ่านกลไกปกติ นักวิจัยที่ MSK พบว่า เมื่อใช้ β-glucan ร่วมกับ monoclonal antibody ตัว Cetuximab อาจช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil ซึ่งปกติทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรค สามารถเข้ามามีบทบาทในการทำลายเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้น ผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องกับ Complement Receptor-3 หรือ CR3 ซึ่งอาจช่วยเสริมประสิทธิภาพของยา monoclonal antibody กลไกนี้ผมจะนำมาอธิบายในรายละเอียดในครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ใช้เบต้ากลูแคนร่วมกับคีโมสูตร FOLFOX นี้เป็น retrospective study และยังมีขนาดตัวอย่างไม่มาก จึงยังต้องการการศึกษาขนาดใหญ่เพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลในอนาคต แต่สิ่งที่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นคือ แนวคิดว่า β-glucan อาจมีบทบาทเป็น immune adjunct ที่ช่วยลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัด และสามารถใช้ร่วมกับการให้คีโมได้อย่างปลอดภัย

error: IMMUNE LAB