THE IMMUNE LAB

เบต้ากลูแคนกับงานวิจัยมะเร็งในมนุษย์

เบต้ากลูแคนกับงานวิจัยมะเร็งในมนุษย์

หลักฐานจากการศึกษาในมนุษย์

งานวิจัยเกี่ยวกับเบต้ากลูแคนและมะเร็งมีหลายระดับ ตั้งแต่การทดลองกับเซลล์มะเร็งในห้องทดลอง การศึกษาในสัตว์ทดลอง ไปจนถึงการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยมะเร็งจริง

หลักฐานแต่ละระดับมีหน้าที่และให้คำตอบที่แตกต่างกัน การพบผลที่น่าสนใจในเซลล์หรือสัตว์ทดลองจึงยังไม่สามารถนำไปสรุปได้ทันทีว่า จะเกิดผลแบบเดียวกันในร่างกายมนุษย์

บทความนี้จะเน้นงานวิจัยที่ศึกษาในมนุษย์เป็นหลัก เพื่อให้เห็นว่าเบต้ากลูแคนเคยถูกนำไปศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งชนิดใด ใช้ร่วมกับการรักษาอะไร งานวิจัยวัดผลลัพธ์ด้านใด และหลักฐานที่มีอยู่สามารถบอกอะไรเราได้บ้าง

งานวิจัยมะเร็งมีหลายระดับ

ก่อนอ่านผลงานวิจัย สิ่งสำคัญคือการแยกให้ออกว่างานวิจัยนั้นอยู่ในระดับใด เพราะคำว่า “มีงานวิจัยรองรับ” อาจหมายถึงงานวิจัยคนละรูปแบบและมีน้ำหนักของหลักฐานแตกต่างกัน

1. งานวิจัยในหลอดทดลอง หรือ In Vitro Study

In vitro หมายถึงการศึกษาที่ทำภายนอกร่างกายของสิ่งมีชีวิต เช่น การนำเซลล์มะเร็ง เซลล์ภูมิคุ้มกัน หรือเนื้อเยื่อบางส่วนมาเพาะเลี้ยงในห้องทดลอง

นักวิจัยอาจตรวจสอบว่าเบต้ากลูแคนส่งผลต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างไร เช่น

  • การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง
  • การเกิด apoptosis หรือการตายของเซลล์แบบมีการควบคุม
  • การทำงานของ macrophage, dendritic cell, neutrophil และ NK cell
  • การนำเสนอแอนติเจนให้ T cell
  • การตอบสนองของเซลล์ภูมิคุ้มกันเมื่อใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดหรือแอนติบอดีรักษามะเร็ง

งานวิจัยระดับนี้ช่วยให้นักวิจัยมองเห็นกลไกที่อาจเกิดขึ้น แต่สภาวะในจานทดลองแตกต่างจากร่างกายมนุษย์อย่างมาก ทั้งด้านการย่อย การดูดซึม การกระจายตัวของสาร และสภาพแวดล้อมรอบก้อนมะเร็ง

ดังนั้น การพบว่าเบต้ากลูแคนส่งผลต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดaลอง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถลดขนาดก้อนมะเร็งในผู้ป่วยได้โดยตรง

อ่านเพิ่มเติม: เบต้ากลูแคนกับงานวิจัยในหลอดทดลอง

2. งานวิจัยในสัตว์ทดลอง หรือ Animal Study

คำว่า in vivo หมายถึงการศึกษาที่เกิดขึ้นภายในสิ่งมีชีวิต ในงานวิจัยก่อนการทดลองทางคลินิก คำนี้มักใช้กับงานวิจัยในสัตว์ทดลอง เช่น หนูที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์มะเร็งหรือถูกเหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็ง

งานวิจัยในสัตว์ช่วยให้นักวิจัยศึกษาผลของเบต้ากลูแคนภายในระบบร่างกายที่ซับซ้อนขึ้น เช่น

  • การเติบโตของก้อนมะเร็ง
  • การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง
  • การแทรกซึมของเม็ดเลือดขาวเข้าสู่ก้อนมะเร็ง
  • การเปลี่ยนแปลงของ macrophage, NK cell และ T cell
  • การทำงานร่วมกับเคมีบำบัด แอนติบอดี หรือภูมิคุ้มกันบำบัด
  • ระยะเวลารอดชีวิตของสัตว์ทดลอง

แม้สัตว์ทดลองจะมีอวัยวะและระบบภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์กว่าเซลล์ในจานทดลอง แต่ชีววิทยาของสัตว์ยังแตกต่างจากมนุษย์ ผลที่ดีในสัตว์จึงเป็นเหตุผลสำหรับการศึกษาต่อในมนุษย์ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก

อ่านเพิ่มเติม: เบต้ากลูแคนกับงานวิจัยในสัตว์ทดลอง

3. งานวิจัยในมนุษย์ หรือ Clinical Study

งานวิจัยในมนุษย์ศึกษาผลที่เกิดขึ้นในผู้เข้าร่วมหรือผู้ป่วยจริง โดยอาจเป็นได้ทั้ง

  • การศึกษาที่ติดตามหรือเก็บข้อมูลจากผู้ป่วย
  • การทดลองที่มีกลุ่มเดียว
  • การทดลองที่มีกลุ่มเปรียบเทียบ
  • การทดลองแบบสุ่ม
  • การทดลองแบบปกปิดและมีกลุ่มยาหลอก
  • การทดลองทางคลินิกระยะที่ 1, 2 หรือ 3

อย่างไรก็ตาม การเป็นงานวิจัยในมนุษย์ไม่ได้หมายความว่างานนั้นพิสูจน์แล้วว่าเบต้ากลูแคนรักษามะเร็งได้ เพราะผลลัพธ์ที่แต่ละงานวัดอาจแตกต่างกัน บางงานวัดเพียงจำนวนเม็ดเลือดขาว cytokines หรือกิจกรรมของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ขณะที่บางงานวัดการตอบสนองของก้อนมะเร็ง ระยะเวลาที่โรคไม่ดำเนินต่อ หรือระยะเวลารอดชีวิต

งานที่ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกันจึงมีความหมายแตกต่างจากงานที่พิสูจน์ว่าผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้น

งานวิจัยในมนุษย์ศึกษาเบต้ากลูแคนอย่างไร?

งานวิจัยเบต้ากลูแคนในผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้เบต้ากลูแคนแทนการรักษามาตรฐาน แต่ศึกษาในฐานะส่วนประกอบเสริมร่วมกับการรักษาอื่น เช่น

  • เคมีบำบัด
  • แอนติบอดีรักษามะเร็ง
  • ยามุ่งเป้า
  • ภูมิคุ้มกันบำบัด
  • วัคซีนมะเร็ง
  • การทำลายก้อนมะเร็งเฉพาะที่
  • การดูแลเพื่อสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันระหว่างการรักษา

หลักฐานในมนุษย์สามารถแบ่งตามผลลัพธ์ที่ศึกษาได้เป็นสามกลุ่มสำคัญ

ผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน

งานวิจัยกลุ่มนี้ตรวจวัดจำนวนหรือการทำงานของ monocyte, neutrophil, NK cell และ T cell รวมถึง cytokines เช่น IL-4 และ IL-12

ผลต่อความพร้อมระหว่างการรักษา

บางงานตรวจจำนวนเม็ดเลือดขาว การทำงานของเม็ดเลือดขาว คุณภาพชีวิต หรือความปลอดภัยของการใช้ร่วมกับเคมีบำบัด

ผลต่อการควบคุมโรค

งานกลุ่มนี้วัดผลลัพธ์ทางมะเร็งโดยตรงมากขึ้น เช่น

  • Overall response rate
  • Disease control rate
  • Progression-free survival
  • Disease-free interval
  • Overall survival

การตีความจึงต้องดูว่างานวิจัยนั้นวัดผลลัพธ์ประเภทใด ไม่ควรนำผลด้านภูมิคุ้มกันไปกล่าวแทนผลด้านการควบคุมก้อนมะเร็ง

งานวิจัยในมนุษย์แยกตามชนิดของมะเร็ง

1. มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมเป็นหนึ่งในมะเร็งที่มีการศึกษาทั้งผลของเบต้ากลูแคนต่อเซลล์ภูมิคุ้มกัน การเปลี่ยนแปลงระหว่างเคมีบำบัด และการใช้ร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัด

ผลต่อ Monocyte ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม

งานวิจัยในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามจำนวน 23 ราย ประเมินการเปลี่ยนแปลงของ monocyte หลังได้รับเบต้ากลูแคนเป็นเวลา 15 วัน ผลการศึกษาพบว่า จำนวน monocyte เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 326 เป็น 496 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของเครื่องหมายบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้น monocyte [1] งานนี้แสดงให้เห็นว่าเบต้ากลูแคนสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่วัดได้ในเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย

ผลต่อเม็ดเลือดขาวและ Cytokines ระหว่างเคมีบำบัด

การทดลองแบบสุ่ม ปกปิดสองฝ่าย และมีกลุ่มยาหลอก ศึกษาในผู้หญิงที่ได้รับเคมีบำบัดมะเร็งเต้านมจำนวน 30 ราย หลังการศึกษา 21 วัน จำนวนเม็ดเลือดขาวลดลงในผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม กลุ่มเบต้ากลูแคนมีแนวโน้มที่เม็ดเลือดขาวจะลดลงน้อยกว่า แต่ความแตกต่างไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม พบการเปลี่ยนแปลงของ IL-4 และการเพิ่มขึ้นของ IL-12 อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มยาหลอก [2] ผลลัพธ์จึงสนับสนุนบทบาทด้านการปรับสัญญาณของระบบภูมิคุ้มกัน

มะเร็งเต้านมชนิด Triple-negative

การศึกษาระยะที่ 2 ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิด Triple-negative ระยะแพร่กระจาย ซึ่งโรคดำเนินต่อหลังการรักษาก่อนหน้า ประเมินการใช้เบต้ากลูแคนร่วมกับ pembrolizumab จากผู้ป่วยที่ประเมินผลได้ 42 ราย พบผู้ตอบสนองต่อการรักษาหกราย ประกอบด้วย complete response หนึ่งรายและ partial response ห้าราย คิดเป็น overall response rate 14.3% Disease control rate อยู่ที่ 54.8% ค่ามัธยฐาน progression-free survival อยู่ที่ 2.7 เดือน และค่ามัธยฐาน overall survival อยู่ที่ 16.4 เดือน ผู้ป่วยที่ตอบสนองมีค่ามัธยฐานระยะเวลาการตอบสนอง 15.2 เดือน [3]

2. มะเร็งกระเพาะอาหาร

มะเร็งกระเพาะอาหารเป็นมะเร็งที่มีประวัติการศึกษาเบต้ากลูแคนในมนุษย์มายาวนาน โดยเฉพาะการใช้ร่วมกับเคมีบำบัด งานวิจัยหนึ่งติดตามผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารระยะแพร่กระจายหรือกลับเป็นซ้ำจำนวน 78 ราย ซึ่งได้รับเคมีบำบัดเป็นการรักษาแนวทางแรก เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มที่ได้รับเบต้ากลูแคนร่วมกับเคมีบำบัดกับกลุ่มเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว พบค่ามัธยฐาน overall survival 689 วัน เทียบกับ 565 วันตามลำดับ [4]

3. มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

มีการศึกษาระยะที่ 2 ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 4 ซึ่งมีการกลายพันธุ์ของ KRAS โดยใช้เบต้ากลูแคนร่วมกับ cetuximab จากผู้ป่วย 18 ราย พบ partial response หนึ่งราย คิดเป็น overall response rate 5.6% ค่ามัธยฐานระยะเวลาการตอบสนองอยู่ที่ 4.2 เดือน ระยะก่อนโรคดำเนินต่ออยู่ที่ 2.7 เดือน และค่ามัธยฐาน overall survival อยู่ที่ 6.6 เดือน [5]

4. มะเร็งปอดชนิด Non-small Cell Lung Cancer

การทดลองแบบสุ่มระยะที่ 2 ศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด Non-small Cell Lung Cancer ระยะ IIIB หรือ IV ที่ยังไม่ได้รับการรักษาสำหรับโรคระยะลุกลามจำนวน 90 ราย ผู้ป่วยถูกสุ่มให้ได้รับ cetuximab ร่วมกับ carboplatin และ paclitaxel โดยกลุ่มหนึ่งได้รับเบต้ากลูแคนเพิ่มเข้าไป แพทย์ผู้วิจัยประเมินว่ากลุ่มที่มีเบต้ากลูแคนมีอัตราการตอบสนอง 47.8% เทียบกับ 23.1% ในกลุ่มควบคุม [6]

5. มะเร็งตับอ่อน

การศึกษาระยะที่ 2 ในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนชนิด Pancreatic Ductal Adenocarcinoma ระยะที่ 3 ประเมินการใช้เบต้ากลูแคนภายหลังการทำลายก้อนมะเร็งด้วย irreversible electroporation หรือ IRE ผู้ป่วย 30 รายได้รับ IRE ร่วมกับเบต้ากลูแคน และถูกเปรียบเทียบกับผู้ป่วย 20 รายที่ได้รับ IRE เพียงอย่างเดียว ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาร่วม ค่ามัธยฐาน disease-free interval อยู่ที่ 18 เดือน และค่ามัธยฐาน overall survival อยู่ที่ 32.5 เดือน

การตรวจระบบภูมิคุ้มกันพบการลดลงของ naive CD4+ และ CD8+ T cells พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของ terminal effector T cells การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสัมพันธ์กับระยะปลอดโรคและการรอดชีวิตที่ดีขึ้นภายในกลุ่มการศึกษา [7]

6. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Chronic Lymphocytic Leukemia

Chronic Lymphocytic Leukemia หรือ CLL เป็นมะเร็งของ B lymphocyte ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับแอนติบอดีรักษามะเร็ง เช่น rituximab งานวิจัยระยะที่ 1/2 ศึกษาในผู้ป่วย CLL ระยะเริ่มต้นจำนวน 20 ราย ซึ่งยังไม่มีข้อบ่งชี้ตามมาตรฐานว่าต้องเริ่มรักษา แต่มีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงสูง ผู้ป่วยได้รับเบต้ากลูแคนร่วมกับ rituximab และ alemtuzumab ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วย 19 ราย หรือ 95% ตอบสนองต่อการรักษา โดย 13 ราย หรือ 65% มี complete response ผู้ป่วยทุกคนยังมีชีวิตอยู่ ณ ระยะติดตามมัธยฐาน 24.4 เดือน [8] และยังมีการทดลองระยะที่ 2 อีกงานหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อศึกษา rituximab ร่วมกับเบต้ากลูแคนในผู้ป่วย CLL และ Small Lymphocytic Lymphoma โดยตรง แต่รับผู้ป่วยได้เพียงสองรายและต้องยุติการศึกษาเนื่องจากไม่สามารถรับสมัครผู้เข้าร่วมได้ตามเป้าหมาย จึงไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับประเมินประสิทธิผล [9]

7. มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Indolent B-cell Non-Hodgkin Lymphoma

มีการศึกษาระยะที่ 2 ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด B-cell ที่ดำเนินโรคค่อนข้างช้า ซึ่งโรคกลับเป็นซ้ำหรือดื้อต่อการรักษา ผู้ป่วยได้รับเบต้ากลูแคนร่วมกับ rituximab สัปดาห์ละครั้งเป็นเวลาสี่สัปดาห์ จากผู้ป่วย 25 ราย ผลที่รายงานในทะเบียนการทดลองพบ overall response rate 48% ค่ามัธยฐาน progression-free survival อยู่ที่ 14.4 เดือน และค่ามัธยฐาน duration of response อยู่ที่ 11.8 เดือน [10]  ผลลัพธ์ดังกล่าวถูกรายงานในทะเบียน ClinicalTrials.gov โดยข้อมูลได้รับการปรับปรุงล่าสุดในปี 2026 แต่ยังไม่พบรายงานผลฉบับเต็มในวารสารวิชาการจากการตรวจสอบครั้งนี้

งานนี้ควรแยกออกจากงานในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Diffuse Large B-cell Lymphoma หรือ DLBCL ซึ่งข้อมูลการใช้เบต้ากลูแคนร่วมกับ rituximab ที่มีอยู่ส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในเซลล์และสัตว์ทดลอง

8. มะเร็งในเด็กชนิด Neuroblastoma

ในผู้ป่วย neuroblastoma ความเสี่ยงสูง เบต้ากลูแคนถูกนำไปใช้ในฐานะสารเสริมของวัคซีนมะเร็งที่ออกแบบให้กระตุ้นการสร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจน GD2 และ GD3 งานวิจัยหนึ่งติดตามผู้ป่วย 32 รายที่เคยได้รับวัคซีนและได้รับการกระตุ้นวัคซีนซ้ำหลังเว้นระยะเป็นเวลานาน ผลการศึกษาพบว่า ระดับแอนติบอดี anti-GD2 เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังได้รับวัคซีนกระตุ้น โดยประมาณการ progression-free survival อยู่ที่ 51% และ overall survival อยู่ที่ 81% [11] ข้อมูลจึงสนับสนุนบทบาทของเบต้ากลูแคนในฐานะ vaccine adjuvant มากกว่าการพิสูจน์ว่าเบต้ากลูแคนรักษา neuroblastoma ได้โดยตรง

9. Myelodysplastic Syndromes

Myelodysplastic Syndromes หรือ MDS เป็นกลุ่มโรคเนื้องอกของไขกระดูก ซึ่งทำให้การสร้างเม็ดเลือดผิดปกติและบางรายอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน

การศึกษาระยะที่ 2 รับผู้ป่วย MDS ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางจำนวน 21 ราย โดยมี 18 รายที่สามารถประเมินผลได้หลังได้รับเบต้ากลูแคนเป็นเวลา 12 สัปดาห์

ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถของ neutrophil และ monocyte ในการสร้าง reactive oxygen species เพิ่มขึ้นทั้งในภาวะพื้นฐานและหลังได้รับสารกระตุ้นบางชนิด [12]

อย่างไรก็ตาม งานนี้ศึกษาการทำงานของเม็ดเลือดขาว ไม่ได้แสดงว่าจำนวนเซลล์ผิดปกติในไขกระดูกลดลง หรือโรคมีการตอบสนองตามเกณฑ์การรักษา MDS

ผลลัพธ์จึงควรถูกตีความว่าเป็นหลักฐานด้าน immune function มากกว่าหลักฐานด้านการควบคุมโรค

10. มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งศีรษะและลำคอ

มีงานวิจัยทางคลินิกรุ่นเก่าที่ศึกษาผลของเบต้ากลูแคนต่อระบบภูมิคุ้มกันภายในต่อมน้ำเหลืองของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งศีรษะและลำคอ ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก มีการตรวจพบการเพิ่มขึ้นของเซลล์ที่แสดง IL-2 receptor และเครื่องหมายของ helper T cell ภายในต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกราน หลังได้รับเบต้ากลูแคนก่อนการผ่าตัด [13]

ในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอระยะที่ 3 หรือ 4 งานวิจัยก่อนการผ่าตัดรายงานการเพิ่มขึ้นของ IL-2 การทำงานของ NK cell และ lymphokine-activated killer cell ภายในต่อมน้ำเหลืองบางกลุ่ม [14] งานเหล่านี้สนับสนุนว่าการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันสามารถเกิดขึ้นในเนื้อเยื่อของผู้ป่วยจริง

เราควรตีความหลักฐานในมนุษย์อย่างไร?

จากงานวิจัยทั้งหมด สามารถกล่าวได้ว่าเบต้ากลูแคนได้รับการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิดจริง แต่หลักฐานยังไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันทั้งหมด มะเร็งบางชนิดมีเพียงงานที่ตรวจการเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือดขาวหรือ cytokines ขณะที่บางชนิดมีการทดลองที่วัดการตอบสนองของก้อนมะเร็งและการรอดชีวิต

งานที่มีผลลัพธ์ทางคลินิกส่วนใหญ่ยังมีข้อจำกัด เช่น

  • จำนวนผู้ป่วยค่อนข้างน้อย
  • เป็นการศึกษาแบบกลุ่มเดียว
  • ไม่มีกลุ่มควบคุม
  • ใช้เบต้ากลูแคนร่วมกับการรักษาหลายชนิด
  • เปรียบเทียบกับข้อมูลจากผู้ป่วยในอดีต
  • ใช้รูปแบบและวิธีให้เบต้ากลูแคนแตกต่างกัน

 

เบต้ากลูแคนได้รับการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิด โดยพบทั้งการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันและสัญญาณทางคลินิกที่น่าสนใจในบางการศึกษา อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้เบต้ากลูแคนร่วมกับการรักษามาตรฐาน มีจำนวนผู้ป่วยจำกัด และยังจำเป็นต้องมีการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมเพิ่มเติม

 

ในปัจจุบัน เบต้ากลูแคนจึงไม่ควรถูกใช้ทดแทนการผ่าตัด เคมีบำบัด การฉายรังสี ยามุ่งเป้า หรือภูมิคุ้มกันบำบัด

ผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรแจ้งผู้เชี่ยวชาญ หรือ แพทย์ผู้รักษา โดยเฉพาะผู้ที่กำลังได้รับยากดภูมิคุ้มกัน การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด การรักษาที่มีผลต่อเม็ดเลือด หรือมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา

 เอกสารอ้างอิง

  1. Demir G, Klein HO, Mandel-Molinas N, Tuzuner N. Beta glucan induces proliferation and activation of monocytes in peripheral blood of patients with advanced breast cancer. International Immunopharmacology. 2007;7(1):113–116. doi:10.1016/j.intimp.2006.08.011. PMID: 17161824.
  2. Ostadrahimi A, Eivazi Ziaei J, Esfahani A, et al. Effect of beta glucan on white blood cell counts and serum levels of IL-4 and IL-12 in women with breast cancer undergoing chemotherapy: A randomized double-blind placebo-controlled clinical trial. Asian Pacific Journal of Cancer Prevention. 2014;15(14):5733–5739. doi:10.7314/APJCP.2014.15.14.5733. PMID: 25081694.
  3. Stopeck AT, Abu-Khalaf M, Borges V, et al. Phase 2 trial of Imprime and pembrolizumab immunotherapy in metastatic triple-negative breast cancer patients who have progressed beyond first-line chemotherapy. Journal of Immunology. 2025;214(7):1529–1538. doi:10.1093/jimmun/vkaf079. PMID: 40338159.
  4. Ina K, Furuta R, Kataoka T, et al. Lentinan prolonged survival in patients with gastric cancer receiving S-1-based chemotherapy. World Journal of Clinical Oncology. 2011;2(10):339–343. doi:10.5306/wjco.v2.i10.339. PMID: 21994907.
  5. Segal NH, Gada P, Senzer N, et al. A phase II efficacy and safety, open-label, multicenter study of Imprime PGG injection in combination with cetuximab in patients with stage IV KRAS-mutant colorectal cancer. Clinical Colorectal Cancer. 2016;15(3):222–227. doi:10.1016/j.clcc.2016.02.013. PMID: 26975418.
  6. Thomas M, Sadjadian P, Kollmeier J, et al. A randomized, open-label, multicenter, phase II study evaluating the efficacy and safety of BTH1677 in combination with cetuximab and chemotherapy in patients with advanced non-small cell lung cancer. Investigational New Drugs. 2017;35(3):345–358. doi:10.1007/s10637-017-0450-3. PMID: 28303530.
  7. Martin RCG 2nd, Li Y, Shore EA, et al. Irreversible electroporation and beta-glucan-induced trained innate immunity for treatment of pancreatic ductal adenocarcinoma: A phase II study. Journal of the American College of Surgeons. 2025;240(4):351–361. doi:10.1097/XCS.0000000000001291. PMID: 39840846.
  8. Zent CS, Call TG, Bowen DA, et al. Early treatment of high-risk chronic lymphocytic leukemia with alemtuzumab, rituximab and PGG beta glucan is well tolerated and achieves high complete remission rates. Leukemia & Lymphoma. 2015;56(8):2373–2378. doi:10.3109/10428194.2015.1016932. PMID: 25676035.
  9. University of Louisville. Rituximab plus beta-glucan in chronic lymphocytic leukemia/small lymphocytic lymphoma. Phase II clinical trial. ClinicalTrials.gov Identifier: NCT00290407. Study terminated because of insufficient accrual.
  10. Dana-Farber Cancer Institute. A phase 2 clinical trial of rituximab and beta-glucan in relapsed indolent B-cell non-Hodgkin lymphoma. ClinicalTrials.gov Identifier: NCT02086175. Results updated April 6, 2026.
  11. Cheung IY, Mauguen A, Modak S, et al. Long prime-boost interval and heightened anti-GD2 antibody response to carbohydrate cancer vaccine. Vaccines. 2024;12(6):587. doi:10.3390/vaccines12060587. PMID: 38932316.
  12. Wesa KM, Cunningham-Rundles S, Klimek VM, et al. Maitake mushroom extract in myelodysplastic syndromes: A phase II study. Cancer Immunology, Immunotherapy. 2015;64(2):237–247. doi:10.1007/s00262-014-1628-6. PMID: 25351719.
  13. Shimizu Y, Teshima H, Chen JT, Fujimoto I, Hasumi K, Masubuchi K. Augmentative effect of sizofiran on the immune functions of regional lymph nodes in patients with cervical cancer. Nihon Sanka Fujinka Gakkai Zasshi. 1991;43(6):581–588. PMID: 1906916.
  14. Kano Y, Kakuta H, Hashimoto J. Effect of sizofiran on regional lymph nodes in patients with head and neck cancer. Biotherapy. 1996;9(4):257–262. doi:10.1007/BF02620739. PMID: 9012545.

 

error: IMMUNE LAB