5ิ อันดับมะเร็งที่ผู้ชายไทยเป็นมากที่สุด
5 อันดับมะเร็งที่ผู้ชายไทยเป็นมากที่สุด — รู้เท่าทัน ดูแลตัวเองให้ถูกจุด
โรคมะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สถิติจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยว่าในแต่ละปี คนไทยป่วยเป็นมะเร็งรายใหม่กว่า 140,000 คน หรือเฉลี่ย 381 คนต่อวัน และโรคมะเร็งได้กลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 โดยไม่มีทีท่าว่าตัวเลขจะลดลง
สำหรับผู้ชายไทยโดยเฉพาะ ข้อมูลปี 2563 ระบุอัตราผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่สูงถึง 173.1 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 16 ของทวีปเอเชีย สะท้อนว่าผู้ชายไทยมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งในระดับที่ไม่ควรมองข้าม
บทความนี้จะพาทุกท่านทำความรู้จักกับ 5 อันดับมะเร็งที่ผู้ชายไทยเป็นมากที่สุด พร้อมปัจจัยเสี่ยง สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต และวิธีการตรวจคัดกรองที่ถูกต้อง เพื่อให้รู้เท่าทัน และสามารถดูแลตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนที่จะสายเกินไป
อันดับ 1 — มะเร็งตับและท่อน้ำดี (Liver & Bile Duct Cancer)
อัตราการพบ: 33.2 คน ต่อประชากร 100,000 คน
มะเร็งตับและท่อน้ำดีคือมะเร็งอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตผู้ชายไทยมากที่สุด และยังเป็นมะเร็งที่ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 3 เท่า โดยมักพบในช่วงอายุ 30–70 ปี ความน่ากลัวของมะเร็งชนิดนี้อยู่ที่ว่าในระยะแรกมักไม่มีอาการแสดงใดๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะท้ายแล้ว ซึ่งจำกัดทางเลือกในการรักษาอย่างมาก
ปัจจัยเสี่ยงหลัก:
- ติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ B และ C เรื้อรัง — ข้อมูลจากโรงพยาบาลวิมุตระบุว่าประมาณ 90% ของผู้ป่วยมะเร็งตับเคยมีประวัติติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาก่อน โดยเฉพาะกลุ่มที่เกิดก่อนปี 2535 ซึ่งยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกัน
- ตับแข็ง และ ภาวะไขมันพอกตับ ที่ไม่ได้รับการรักษา
- การสัมผัสสารอะฟลาทอกซินจากเชื้อราในอาหารแห้ง เช่น ถั่วลิสงเก่า พริกแห้งที่เก็บไว้นาน
- การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและต่อเนื่อง
วิธีตรวจคัดกรองที่แนะนำ:
การตรวจด้วย อัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน ร่วมกับการตรวจเลือดวัด ค่า AFP (Alpha-Fetoprotein) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจหามะเร็งตับตั้งแต่ระยะแรก แนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ติดเชื้อตับอักเสบบีหรือซี และผู้ป่วยตับแข็ง เข้ารับการตรวจทุก 6 เดือน
อันดับ 2 — มะเร็งปอด (Lung Cancer)
อัตราการพบ: 22.8 คน ต่อประชากร 100,000 คน
มะเร็งปอดเป็นมะเร็งอันดับ 2 ในผู้ชายไทย และจัดเป็นหนึ่งในมะเร็งที่อันตรายที่สุด เนื่องจาก อาการมักไม่แสดงในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองป่วยจนกว่ามะเร็งจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นแล้ว อัตราการรอดชีวิต 5 ปีของผู้ป่วยมะเร็งปอดจึงต่ำกว่ามะเร็งหลายชนิด
ปัจจัยเสี่ยงหลัก:
- การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุหลักที่สำคัญที่สุด โดยข้อมูลจากโรงพยาบาลบางปะกอก 3 ระบุว่าผู้ป่วยมะเร็งปอดกว่า 85% มีประวัติสูบบุหรี่ และอีกราว 30% มาจากการสูดดมควันบุหรี่มือสองจากผู้อื่น
- มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ที่เป็นปัญหาหนักในเมืองใหญ่ของไทยอย่างกรุงเทพมหานคร และภาคเหนือของประเทศในช่วงฤดูหมอกควัน
- การสัมผัสสารเคมีอันตราย เช่น แร่ใยหิน (Asbestos) และสารเรดอนในสภาพแวดล้อมการทำงาน
วิธีตรวจคัดกรองที่แนะนำ:
การตรวจ CT Scan ปอดปริมาณรังสีต่ำ (Low-Dose CT Scan หรือ LDCT) เป็นวิธีที่ทางการแพทย์แนะนำสำหรับกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไปที่สูบบุหรี่มาอย่างน้อย 20 ปีหรือมากกว่า โดยควรเข้ารับการตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
อันดับ 3 — มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง (Colorectal Cancer)
อัตราการพบ: 18.7 คน ต่อประชากร 100,000 คน
ปัจจัยเสี่ยงหลัก:
- พฤติกรรมการรับประทาน เนื้อแดง เนื้อแปรรูป และอาหารไขมันสูงเป็นประจำ โดยขาดผักและกากใยอาหาร (Dietary Fiber) ที่จำเป็นต่อการทำงานของลำไส้
- การ ขาดการออกกำลังกาย และมีน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วน
- ประวัติครอบครัวมีญาติสายตรงป่วยเป็นมะเร็งลำไส้
- โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease)
- การดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่
มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งอันดับ 3 ที่พบในผู้ชายไทย และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องในกลุ่ม ผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป ข้อที่น่าสนใจคือ มะเร็งชนิดนี้มักเริ่มต้นจากติ่งเนื้อ (Polyp) ในลำไส้ที่ไม่ได้รับการรักษา และค่อยๆ กลายเป็นเนื้อร้ายในช่วงเวลาหลายปี หมายความว่า หากตรวจพบในระยะก่อนเป็นมะเร็ง โอกาสรักษาให้หายขาดมีสูงมาก
วิธีตรวจคัดกรองที่แนะนำ:
Colonoscopy หรือการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ เป็นวิธีมาตรฐานที่แพทย์แนะนำ สามารถตรวจพบและตัดติ่งเนื้อออกได้ในขั้นตอนเดียว ผู้ชายที่มีอายุ 45–50 ปีขึ้นไปควรเริ่มตรวจ และหากผลปกติสามารถตรวจซ้ำทุก 10 ปี สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีประวัติครอบครัว แพทย์อาจแนะนำให้เริ่มตรวจเร็วขึ้นและบ่อยขึ้น
อันดับ 4 — มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer)
อัตราการพบ: 7.7 คน ต่อประชากร 100,000 คน
มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นมะเร็งที่พบเฉพาะในเพศชาย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในกลุ่ม ผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป กลไกของโรคเกิดจากเซลล์ต่อมลูกหมากเจริญเติบโตผิดปกติและรวดเร็วจนกลายเป็นก้อนมะเร็งที่ไปอุดตันทางเดินปัสสาวะ และหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา เซลล์มะเร็งเหล่านี้สามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น กระดูก ไต ตับ และปอด ทำให้อวัยวะเหล่านั้นได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
ปัจจัยเสี่ยงหลัก:
- อายุ เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุด ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่ออายุเกิน 50 ปี
- พันธุกรรม — ผู้ที่มีพ่อหรือพี่น้องชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
- การรับประทาน อาหารไขมันสูงจากสัตว์ เป็นประจำ
- ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ในระดับสูง
อาการเตือนที่ต้องสังเกต: สัญญาณที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะบ่อยและกลั้นปัสสาวะไม่ค่อยอยู่ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ปัสสาวะไหลช้าหรือสะดุด มีเลือดปนในปัสสาวะหรืออสุจิ และปวดก้น ต้นขา หรือหลังส่วนล่างในกรณีที่มะเร็งลุกลาม
วิธีตรวจคัดกรองที่แนะนำ:
การตรวจเลือดเพื่อวัด ค่า PSA (Prostate-Specific Antigen) เป็นวิธีคัดกรองเบื้องต้นที่ง่ายและสะดวก ผู้ชายทั่วไปควรเริ่มตรวจเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป แต่หากมีประวัติครอบครัวควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปี และควรตรวจซ้ำทุกปี
อันดับ 5 — มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma)
อัตราการพบ: 7.7 คน ต่อประชากร 100,000 คน
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวในระบบน้ำเหลือง ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกภูมิคุ้มกันของร่างกาย ความน่ากลัวของมะเร็งชนิดนี้คือสามารถ กระจายไปได้ทั่วร่างกาย ทั้งบริเวณรักแร้ ขาหนีบ และลำคอ รวมถึงอวัยวะภายในต่างๆ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ Hodgkin Lymphoma และ Non-Hodgkin Lymphoma โดยในประเทศไทยพบ Non-Hodgkin Lymphoma บ่อยกว่า
ปัจจัยเสี่ยงหลัก:
- ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ว่าจะเกิดจากโรค เช่น HIV หรือจากการใช้ยากดภูมิคุ้มกันในระยะยาว
- การติดเชื้อเรื้อรัง บางชนิด เช่น เชื้อ Epstein-Barr Virus (EBV) หรือเชื้อ H. pylori
- การสัมผัสสารเคมีบางประเภท เช่น ยาฆ่าแมลง
- ปัจจัยทางพันธุกรรมและประวัติครอบครัว
อาการเตือนที่ต้องสังเกต: อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ โดยไม่เจ็บปวด มีไข้ต่ำเรื้อรัง เหงื่อออกมากในเวลากลางคืน น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ และรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรงผิดปกติ
วิธีตรวจคัดกรองที่แนะนำ:
การ เจาะเลือดตรวจ CBC (Complete Blood Count) เพื่อดูความผิดปกติของเม็ดเลือดขาว ร่วมกับการ ตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) บริเวณต่อมน้ำเหลืองที่โต เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการวินิจฉัยโรค
สัญญาณเตือนที่ผู้ชายต้องรู้ — อย่าปล่อยผ่าน
หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ทำให้ผู้ชายไทยเสียชีวิตจากมะเร็งสูงกว่าผู้หญิง คือ พฤติกรรมการรอให้หายเองและไม่ยอมไปพบแพทย์ การรู้จักสัญญาณเตือนเบื้องต้นจึงเป็นทักษะสำคัญที่อาจช่วยชีวิตได้
หากพบอาการต่อไปนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว:
- ไอเรื้อรัง มีเลือดปนในเสมหะ หรือเจ็บหน้าอก — สัญญาณเตือนของมะเร็งปอด
- ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะไม่ออก หรือมีเลือดปนในปัสสาวะ — สัญญาณเตือนของมะเร็งต่อมลูกหมาก
- น้ำหนักลดอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสาเหตุ — สัญญาณเตือนทั่วไปของมะเร็งหลายชนิด
- ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดเมื่อยไม่ทราบสาเหตุ — สัญญาณเตือนของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
- อุจจาระเปลี่ยนรูปแบบ มีเลือดปนในอุจจาระ — สัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่
- ปวดท้อง แน่นท้องเรื้อรัง ตาเหลือง ตัวเหลือง — สัญญาณเตือนของมะเร็งตับหรือท่อน้ำดี
แนวทางลดความเสี่ยงมะเร็งที่ผู้ชายทำได้ทันที
1. เลิกบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง
การเลิกบุหรี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ผู้ชายสามารถทำได้เพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งอีกหลายชนิด แม้จะเลิกบุหรี่หลังสูบมานาน ความเสี่ยงก็ยังลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
2. ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ B
สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยฉีดหรือไม่มีภูมิคุ้มกัน การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ B เป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายวันละ 30–45 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ควบคุมน้ำหนัก และลดความเสี่ยงมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งลำไส้
4. ปรับพฤติกรรมการกิน
เพิ่มผักใบเขียว ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสีในอาหารประจำวัน ลดเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป หลีกเลี่ยงอาหารที่เก็บไว้นานจนเสี่ยงมีเชื้อรา และดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
5. ตรวจสุขภาพประจำปีและคัดกรองมะเร็งตามช่วงอายุ
อย่ารอให้มีอาการก่อนถึงไปพบแพทย์ การตรวจคัดกรองมะเร็งตามช่วงอายุที่เหมาะสม เช่น PSA สำหรับมะเร็งต่อมลูกหมาก Colonoscopy สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ และอัลตราซาวนด์สำหรับมะเร็งตับ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้จับมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะแรกที่ยังรักษาให้หายได้
สรุป: รู้เร็ว รักษาได้ ไม่ต้องรอให้สาย
มะเร็งไม่ใช่โทษของชะตาหรือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เสมอไป ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติยืนยันชัดเจนว่า มะเร็งหลายชนิดสามารถป้องกันได้ และรักษาให้หายขาดได้หากพบในระยะแรก โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งต่อมลูกหมากที่มีอัตราการรอดชีวิต 5 ปีสูงมากหากตรวจพบในระยะต้น
ผู้ชายไทยมักมีนิสัยอดทนและไม่ชอบไปหาหมอ แต่ความอดทนนั้นไม่ใช่ความกล้า — ความกล้าที่แท้จริงคือการหันมาดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างจริงจัง เพื่อตัวเอง และเพื่อครอบครัวที่รักทุกคน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
- สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข — ข้อมูลทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล พ.ศ. 2563
- กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข — รายงานวันมะเร็งโลก พ.ศ. 2567
- สำนักงานสถิติแห่งชาติ — รายงานสถิติเพศสภาพ พ.ศ. 2566
- โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง, โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต, โรงพยาบาลวิมุต
เบต้ากลูแคน 1,3/1,6 — วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการเสริมภูมิคุ้มกันที่ผู้ชายต้องรู้
นอกจากการตรวจคัดกรองและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตแล้ว งานวิจัยทางการแพทย์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ให้ความสนใจกับ เบต้ากลูแคน 1,3/1,6 (Beta-Glucan 1,3/1,6) มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในฐานะสารธรรมชาติที่มีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
เบต้ากลูแคน 1,3/1,6 คืออะไร?
เบต้ากลูแคน 1,3/1,6 คือ โพลีแซคคาไรด์ชนิดหนึ่ง ที่สกัดได้จากผนังเซลล์ของยีสต์ขนมปัง (Saccharomyces cerevisiae) และเห็ดหลายชนิด เช่น ชิตาเกะ มีโครงสร้างสายโซ่น้ำตาลกลูโคสที่เชื่อมต่อกันด้วยพันธะ β-1,3 เป็นกระดูกสันหลัง และมีกิ่งแขนง β-1,6 แตกออกมา โครงสร้างเฉพาะตัวนี้ทำให้ร่างกายสามารถจดจำและนำไปใช้งานได้ดีกว่าเบต้ากลูแคนจากแหล่งอื่น เช่น ข้าวโอ๊ตหรือข้าวบาร์เลย์ ซึ่งมีพันธะ β-1,3/1,4 และให้ผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในระดับที่แตกต่างกัน
กลไกการทำงานที่ได้รับการยืนยันจากงานวิจัย
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Leukocyte Biology และ PubMed Central อธิบายกลไกของเบต้ากลูแคน 1,3/1,6 ต่อระบบภูมิคุ้มกันไว้อย่างละเอียด ดังนี้:
1. กระตุ้น Macrophage และ NK Cell โดยตรง เบต้ากลูแคน 1,3/1,6 จับกับตัวรับ Dectin-1 และ Complement Receptor 3 (CR3) บนผิวเซลล์ Macrophage ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันแนวหน้าของร่างกาย เมื่อตัวรับถูกกระตุ้น จะเกิดกระบวนการจับกินและทำลายเซลล์แปลกปลอม รวมถึงกระตุ้นให้ NK Cell (Natural Killer Cell) ซึ่งเป็นเซลล์สังหารตามธรรมชาติทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Clinical and Experimental Immunology (2023) พบว่าเบต้ากลูแคนจากยีสต์สามารถเปลี่ยนแปลง Macrophage ชนิด M2 (ที่ส่งเสริมการเจริญของเนื้องอก) ให้กลับมาเป็นชนิด M1 (ที่ต่อต้านเนื้องอก) ได้ และยังส่งผลให้ NK Cell มีความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็งได้ดียิ่งขึ้น
2. เสริมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันทั้ง Innate และ Adaptive เบต้ากลูแคน 1,3/1,6 ไม่ได้กระตุ้นเฉพาะภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (Innate Immunity) เท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (Adaptive Immunity) โดยกระตุ้น Dendritic Cell ให้นำเสนอข้อมูลแอนติเจนแก่ T Cell ได้ดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายจดจำและตอบสนองต่อภัยคุกคาม รวมถึงเซลล์ผิดปกติต่างๆ ได้แม่นยำกว่าเดิม
3. งานวิจัยทางคลินิกในผู้ป่วยมะเร็ง การศึกษา Phase I/II Trial ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Experimental & Clinical Cancer Research (2008) โดยทีมวิจัยจาก Boston University School of Medicine ทดสอบการใช้เบต้ากลูแคน 1,3/1,6 ร่วมกับเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม พบว่าเบต้ากลูแคนช่วยกระตุ้น Hematopoiesis (กระบวนการสร้างเม็ดเลือด) ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากผลข้างเคียงของเคมีบำบัดได้เร็วขึ้น และไม่พบความเป็นพิษในระดับที่น่ากังวล
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยการแพทย์ชั้นนำของโลกหลายแห่ง เช่น ฮาร์วาร์ด ทูเลน ดุ๊ก แคลิฟอร์เนีย และวอชิงตัน ต่างให้การสนับสนุนประสิทธิภาพของเบต้ากลูแคนในการเสริมภูมิคุ้มกัน โดยมีเอกสารทางวิชาการรองรับมากกว่า 1,000 รายงาน
เบต้ากลูแคน 1,3/1,6 ไม่ใช่ยารักษามะเร็ง — แต่คือ "เกราะเสริม" ที่ภูมิคุ้มกันต้องการ
สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ เบต้ากลูแคน 1,3/1,6 ไม่ได้ทำงานโดยการทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่ทำงานโดยการ “ฝึก” และ “เสริมกำลัง” ให้กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเอง เพื่อให้ร่างกายสามารถค้นหาและจัดการกับเซลล์ผิดปกติได้ดีขึ้น บทบาทจึงเหมาะที่สุดในฐานะ สารเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่งอย่างสม่ำเสมอ