THE IMMUNE LAB

เบต้ากลูแคนกับมะเร็งปากมดลูก

เบต้ากลูแคนกับมะเร็งปากมดลูก

1.1 มะเร็งปากมดลูกคืออะไร

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์บริเวณปากมดลูก ซึ่งเป็นส่วนล่างของมดลูกที่เชื่อมต่อกับช่องคลอด มะเร็งชนิดนี้มักไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เริ่มจากเซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดความผิดปกติทีละน้อย ก่อนจะพัฒนาเป็นรอยโรคก่อนมะเร็ง และอาจกลายเป็นมะเร็งในเวลาต่อมา

ในปี 2022 มีผู้หญิงทั่วโลกได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกประมาณ 660,000 ราย และเสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 350,000 ราย ทำให้มะเร็งปากมดลูกยังคงเป็นหนึ่งในมะเร็งที่สำคัญของผู้หญิง โดยเฉพาะในประเทศที่ประชาชนยังเข้าถึงวัคซีน HPV การตรวจคัดกรอง และการรักษาได้ไม่ทั่วถึง [1]

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจาก ICO/IARC HPV Information Centre ประเมินว่า มีผู้หญิงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกประมาณ 9,158 รายต่อปี และเสียชีวิตประมาณ 4,705 รายต่อปี โดยมะเร็งปากมดลูกจัดเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้น ๆ ในผู้หญิงไทย [2]

สาเหตุสำคัญที่สุดของมะเร็งปากมดลูกคือการติดเชื้อ Human Papillomavirus หรือ HPV ชนิดความเสี่ยงสูงอย่างต่อเนื่อง โดย HPV เป็นไวรัสที่พบได้ทั่วไปและติดต่อผ่านการสัมผัส โดยเฉพาะการสัมผัสทางเพศ การติดเชื้อส่วนใหญ่สามารถหายได้เองจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน แต่ในบางรายเชื้อจะยังคงอยู่เป็นเวลานาน หรือที่เรียกว่า persistent HPV infection และทำให้เซลล์ปากมดลูกค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งได้ [1,3]

การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ก่อนพัฒนาเป็นมะเร็งเรียกว่า Cervical Intraepithelial Neoplasia หรือ CIN ซึ่งแบ่งตามระดับความรุนแรงได้เป็น

CIN1 เป็นความผิดปกติระดับต่ำ ซึ่งหลายรายสามารถถดถอยหรือกลับเป็นปกติได้เอง

CIN2 เป็นความผิดปกติระดับปานกลาง มีความเสี่ยงที่จะคงอยู่หรือพัฒนาเพิ่มขึ้น

CIN3 เป็นความผิดปกติระดับสูงและมีความเสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่า CIN1 และ CIN2

ดังนั้น การพบเชื้อ HPV หรือ CIN ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกแล้ว แต่เป็นภาวะที่ต้องได้รับการประเมินและติดตามอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ความผิดปกติพัฒนาไปเป็นมะเร็ง

1.2 มะเร็งปากมดลูกมีกี่ชนิด

มะเร็งปากมดลูกสามารถแบ่งตามชนิดของเซลล์ที่เป็นต้นกำเนิดได้หลายชนิด แต่ที่พบมากที่สุดมี 2 ชนิด ได้แก่

1.2.1 Squamous Cell Carcinoma

Squamous cell carcinoma เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุชนิด squamous ซึ่งปกคลุมบริเวณด้านนอกของปากมดลูก มะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่เป็นชนิดนี้ บริเวณที่มะเร็งมักเริ่มเกิดคือ transformation zone ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างเซลล์เยื่อบุด้านนอกและเซลล์เยื่อบุภายในปากมดลูก และเป็นบริเวณที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงจากการติดเชื้อ HPV

1.2.2 Adenocarcinoma

Adenocarcinoma เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ต่อมบริเวณด้านในของปากมดลูก ซึ่งทำหน้าที่สร้างสารคัดหลั่ง มะเร็งชนิดนี้พบได้น้อยกว่า squamous cell carcinoma แต่อาจตรวจพบได้ยากกว่าในระยะเริ่มต้น เนื่องจากตำแหน่งของเซลล์ผิดปกติอาจอยู่ลึกเข้าไปในคลองปากมดลูก

นอกจากนี้ ยังมีมะเร็งชนิดที่พบไม่บ่อย เช่น adenosquamous carcinoma ซึ่งมีลักษณะของทั้ง squamous cell carcinoma และ adenocarcinoma รวมถึง neuroendocrine carcinoma ซึ่งมักมีพฤติกรรมที่รุนแรงกว่า

ชนิดของเซลล์ ระยะของโรค ขนาดของก้อนมะเร็ง การกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ล้วนเป็นปัจจัยที่แพทย์ใช้พิจารณาแนวทางการรักษา [4]

1.3 การรักษามะเร็งปากมดลูก

การรักษามะเร็งปากมดลูกขึ้นอยู่กับระยะของโรค ขนาดและตำแหน่งของก้อนมะเร็ง ชนิดของเซลล์ อายุ สุขภาพโดยรวม และความต้องการมีบุตรของผู้ป่วย

การรักษารอยโรคก่อนมะเร็ง

ผู้ที่มี CIN ระดับต่ำอาจได้รับการติดตามด้วยการตรวจ HPV, Pap test หรือการส่องกล้องปากมดลูกตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด เนื่องจากความผิดปกติบางส่วนสามารถถดถอยได้เอง หากเป็นรอยโรคระดับสูง แพทย์อาจพิจารณานำเนื้อเยื่อที่ผิดปกติออก เช่น การทำ LEEP หรือการตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์ผิดปกติพัฒนาไปเป็นมะเร็ง

การผ่าตัด

มะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้นอาจรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น การตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย การตัดปากมดลูกโดยเก็บมดลูกไว้ในผู้ที่ยังต้องการมีบุตร หรือการผ่าตัดมดลูกและเนื้อเยื่อโดยรอบ ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจประเมินหรือนำต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกรานออก เพื่อตรวจว่ามีเซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรือไม่

การฉายรังสี

การฉายรังสีมีบทบาทสำคัญในมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะโรคที่ลุกลามออกนอกปากมดลูก การรักษามักประกอบด้วยรังสีจากภายนอกร่างกาย และการใส่แร่หรือรังสีรักษาระยะใกล้บริเวณปากมดลูก

เคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสี

ในมะเร็งปากมดลูกระยะที่ลุกลามเฉพาะที่ การให้เคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสีเป็นแนวทางการรักษาหลัก ยาเคมีบำบัดช่วยเพิ่มความไวของเซลล์มะเร็งต่อรังสี ทำให้การฉายรังสีมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การรักษาด้วยยาในโรคระยะแพร่กระจายหรือกลับเป็นซ้ำ

ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่แพร่กระจายหรือกลับเป็นซ้ำ อาจได้รับเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า หรือยาภูมิคุ้มกันบำบัด ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรค ผลตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ การรักษาที่เคยได้รับ และสภาพร่างกายของผู้ป่วย [4,5]

การรักษามาตรฐานจึงยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลมะเร็งปากมดลูก ขณะที่สารปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น เบต้ากลูแคน ได้รับการศึกษาในฐานะส่วนเสริมร่วมกับการรักษามาตรฐาน ไม่ใช่การใช้แทนการผ่าตัด การฉายรังสี เคมีบำบัด หรือการรักษาที่แพทย์กำหนด

1.4 งานวิจัยเบต้ากลูแคนกับการติดเชื้อ HPV และรอยโรคก่อนมะเร็ง

เนื่องจากการติดเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูงอย่างต่อเนื่องเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก นักวิจัยจึงสนใจศึกษาว่า การสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันหรือการฟื้นตัวของเยื่อบุปากมดลูก อาจช่วยลดการคงอยู่ของเชื้อและสนับสนุนการถดถอยของรอยโรคระยะเริ่มต้นได้หรือไม่

งานวิจัยกลุ่มนี้ไม่ได้ศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก แต่ศึกษาในผู้หญิงที่มีผลตรวจเซลล์ผิดปกติ เช่น ASC-US และ LSIL ผู้ที่ตรวจพบ HPV หรือผู้ที่มีรอยโรคก่อนมะเร็งระดับ CIN1

(ASC-US หมายถึงการพบเซลล์ squamous ที่มีลักษณะผิดปกติ แต่ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเกิดจาก HPV หรือเป็นรอยโรคก่อนมะเร็งหรือไม่ และ LSIL หมายถึงความผิดปกติของเซลล์ระดับต่ำ ซึ่งมักสัมพันธ์กับการติดเชื้อ HPV และอาจสอดคล้องกับรอยโรค CIN1)

Carboxymethyl β-glucan คืออะไร

Carboxymethyl β-glucan คือเบต้ากลูแคนที่ได้รับการปรับโครงสร้างโดยเติมหมู่ carboxymethyl เพื่อเพิ่มความสามารถในการกระจายตัวหรือละลายในน้ำ และนำมาพัฒนาเป็นเจลสำหรับใช้เฉพาะที่ภายในช่องคลอดได้ง่ายขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในงานวิจัยบางฉบับประกอบด้วย carboxymethyl β-glucan ร่วมกับ polycarbophil ซึ่งเป็นสารช่วยให้ผลิตภัณฑ์ยึดเกาะกับเยื่อบุช่องคลอดและปากมดลูก เกิดเป็นชั้นฟิล์มที่สัมผัสกับเยื่อบุบริเวณดังกล่าว ดังนั้น รูปแบบการใช้จึงเป็นการใส่หรือทาเจลภายในช่องคลอด เพื่อให้ออกฤทธิ์เฉพาะที่บริเวณเยื่อบุ ไม่ใช่การรับประทานเบต้ากลูแคนเพื่อให้เกิดผลต่อระบบภูมิคุ้มกันทั่วร่างกาย

การศึกษาในผู้หญิงที่มี ASC-US, LSIL และ HPV-CIN1 จำนวน 60 ราย

การศึกษาในปี 2010 รับผู้หญิงจำนวน 60 รายที่มีผลตรวจเซลล์ปากมดลูกเป็น ASC-US หรือ LSIL และแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นผู้ที่มีผลตรวจเซลล์ผิดปกติ แต่ไม่พบรอยโรคจากการส่องกล้องปากมดลูก กลุ่มที่สองมีผลตรวจเซลล์ผิดปกติ ผลส่องกล้องปากมดลูกผิดปกติ และผลตรวจชิ้นเนื้อเป็น HPV-CIN1 โดยผู้เข้าร่วมเลือกการติดตามอาการแทนการรักษารอยโรคทันที

ผู้เข้าร่วมทุกคนได้รับ topical β-glucan วันละครั้ง เป็นเวลา 20 วันติดต่อกัน หยุดพัก 10 วัน และทำทั้งหมด 2 รอบ หลังจากนั้นได้รับการตรวจเซลล์ปากมดลูกและส่องกล้องปากมดลูกที่ 3, 6 และ 12 เดือน

ในกลุ่มที่มีผลตรวจเซลล์ผิดปกติแต่ผลส่องกล้องปกติ ผู้ที่มี ASC-US มีผลตรวจกลับเป็นลบร้อยละ 80 หลัง 3 เดือน และร้อยละ 100 หลัง 6 เดือน  ส่วนผู้ที่มี LSIL มีผลตรวจกลับเป็นลบร้อยละ 35 หลัง 3 เดือน ร้อยละ 70 หลัง 6 เดือน และร้อยละ 85 หลัง 12 เดือน และในกลุ่มที่มี HPV-CIN1 พบว่าร้อยละ 20 มีผลกลับเป็นลบหลัง 3 เดือน เพิ่มเป็นร้อยละ 60 หลัง 6 เดือน และร้อยละ 80 หลัง 12 เดือน [6]

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้มีผู้เข้าร่วมเพียง 60 รายและไม่มีกลุ่มควบคุม จึงจำเป็นต้องทำวิจัยในกลุ่มขนาดใหญ่เพิ่มเติม

การศึกษาเปรียบเทียบในผู้หญิงจำนวน 356 ราย

การศึกษาในปี 2015 รับผู้หญิงจำนวน 356 รายที่มีผลตรวจเซลล์ปากมดลูกเป็น ASC-US หรือ LSIL แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับ topical β-glucan จำนวน 176 ราย และกลุ่มที่ได้รับการติดตามโดยไม่ใช้ผลิตภัณฑ์จำนวน 180 ราย

กลุ่มทดลองได้รับ topical β-glucan วันละครั้ง 20 วันติดต่อกัน จำนวน 2 รอบ โดยมีช่วงพักระหว่างรอบ 10 วัน และติดตามผลด้วย Pap test และการส่องกล้องปากมดลูกที่ 6 และ 12 เดือน

หลัง 6 เดือน กลุ่มที่ได้รับเบต้ากลูแคนมีผล Pap test กลับเป็นลบร้อยละ 63.1 เทียบกับร้อยละ 45.0 ในกลุ่มควบคุม ส่วนการหายไปของรอยโรคที่มองเห็นจากการส่องกล้องพบร้อยละ 43.4 ในกลุ่มเบต้ากลูแคน เทียบกับร้อยละ 18.2 ในกลุ่มควบคุม

เมื่อครบ 12 เดือน กลุ่มที่ได้รับเบต้ากลูแคนมีผล Pap test กลับเป็นลบร้อยละ 83.5 เทียบกับร้อยละ 60.0 ในกลุ่มควบคุม และพบการหายไปของรอยโรคจากการส่องกล้องร้อยละ 55.4 เทียบกับร้อยละ 24.7 ในกลุ่มควบคุม โดยผู้วิจัยไม่พบผลข้างเคียงในกลุ่มที่ได้รับการรักษา [7]

ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า topical β-glucan อาจสนับสนุนการถดถอยของความผิดปกติระดับต่ำได้มากกว่าการติดตามเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์หลักเป็นผลจาก Pap test และการส่องกล้องปากมดลูก ไม่ได้ยืนยันด้วยการตรวจชิ้นเนื้อในผู้เข้าร่วมทุกราย และไม่ได้แสดงโดยตรงว่าร่างกายกำจัดเชื้อ HPV ได้ทั้งหมด

การศึกษาในผู้หญิงจำนวน 999 ราย

การศึกษาแบบย้อนหลังจากโรงพยาบาล 4 แห่งในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ประเมินเวชระเบียนของผู้หญิงจำนวน 999 ราย โดยเปรียบเทียบผู้ที่ใช้เจล carboxymethyl β-glucan กับผู้ที่ไม่ได้ใช้เจล

ผลพบว่า ในผู้หญิงที่มี CIN1 และได้รับการติดตามอาการโดยยังไม่ได้ทำการจี้หรือทำลายรอยโรค กลุ่มที่ใช้เจลมีการถดถอยของ CIN1 มากกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้เจลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ [8]

การศึกษานี้จึงสนับสนุนความเป็นไปได้ว่า carboxymethyl β-glucan ชนิดใช้เฉพาะที่อาจมีบทบาทในผู้ที่มี CIN1 ซึ่งแพทย์เลือกติดตามอาการ แต่ไม่ได้แสดงว่าผลิตภัณฑ์สามารถรักษารอยโรคระดับสูงหรือใช้แทนการจี้ การตัดรอยโรค หรือการรักษาตามมาตรฐานได้

การศึกษาในผู้หญิงที่ตรวจพบ HPV หรือ CIN1 จำนวน 784 ราย

การศึกษาในปี 2020 เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังเปรียบเทียบผู้หญิงจำนวน 784 รายที่มีผลตรวจ HPV เป็นบวกหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น CIN1

ผู้เข้าร่วมได้รับการตรวจ Pap test, HPV test การส่องกล้องปากมดลูก การประเมินสุขภาพช่องคลอด และการตรวจชิ้นเนื้อทั้งในช่วงเริ่มต้นและเมื่อครบ 6 เดือน

กลุ่มทดลองใช้เจล carboxymethyl β-glucan วันละครั้ง เป็นเวลา 20 วันต่อเดือน ติดต่อกัน 3 เดือน ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้ใช้เจลดังกล่าว

เมื่อครบ 6 เดือน กลุ่มที่ได้รับเจลมีผล Pap test เปลี่ยนเป็นลบร้อยละ 37.1 เทียบกับร้อยละ 15.2 ในกลุ่มควบคุม และมีผลตรวจ HPV เปลี่ยนเป็นลบร้อยละ 39.9 เทียบกับร้อยละ 16.5 ในกลุ่มควบคุม

นอกจากนี้ กลุ่มที่ใช้เจลยังมีการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุปากมดลูกไปในทิศทางที่สมบูรณ์ขึ้น รวมถึงการปรับตัวของค่า pH ตกขาว และตัวชี้วัดสุขภาพช่องคลอดบางรายการ [9]

ผู้วิจัยเสนอว่า การเกิดชั้นฟิล์มที่ยึดเกาะบนเยื่อบุ การเพิ่มความชุ่มชื้น และการสนับสนุนสภาพแวดล้อมของช่องคลอด อาจช่วยให้เยื่อบุปากมดลูกฟื้นตัวและลดปัจจัยที่สัมพันธ์กับการคงอยู่ของ HPV

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการศึกษาแบบย้อนหลังและไม่ได้สุ่มผู้เข้าร่วมเข้าสู่กลุ่มทดลอง จึงยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างเด็ดขาดว่าเจลเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ผลตรวจ HPV เปลี่ยนเป็นลบ

สรุปงานวิจัยในผู้ติดเชื้อ HPV และรอยโรคก่อนมะเร็ง

เมื่อพิจารณางานวิจัยทั้งหมดร่วมกัน พบว่า topical β-glucan และ carboxymethyl β-glucan ชนิดใช้เฉพาะที่ อาจสนับสนุนการถดถอยของความผิดปกติระดับ ASC-US, LSIL และ CIN1 รวมถึงอาจช่วยให้ผล Pap test และ HPV test เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเหล่านี้มีข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่

  • ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นเจลหรือสูตรสำหรับใช้เฉพาะที่ ไม่ใช่เบต้ากลูแคนชนิดรับประทาน
  • านวิจัยหลายฉบับเป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง หรือไม่ได้สุ่มผู้เข้าร่วมและไม่มีกลุ่มยาหลอก
  • งานวิจัยของ เบต้ากลูแคนชนิดใช้เฉพาะที่ในผู้ติดเชื้อ HPV หรือผู้ที่มีรอยโรคระยะก่อนมะเร็งระดับต่ำ

1.5 งานวิจัยเบต้ากลูแคนในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก

งานวิจัยในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่ศึกษาเบต้ากลูแคนที่เรียกว่า Sizofiran หรือ SPG ซึ่งเดิมเรียกว่า Schizophyllan ซึ่งเป็นเบต้ากลูแคนชนิด β-1,3-glucan ที่ได้จากเชื้อรา Schizophyllum commune และถูกพัฒนาเป็น biological response modifier หรือสารปรับการตอบสนองทางชีวภาพ

สิ่งสำคัญคือเบต้ากลูแคนที่ใช้ในงานวิจัยมะเร็งปากมดลูกเป็น ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ไม่ใช่เบต้ากลูแคนชนิดรับประทาน และการศึกษาส่วนใหญ่ใช้ เบต้ากลูแคน ร่วมกับการฉายรังสี ไม่ได้ใช้เป็นการรักษาเดี่ยวหรือใช้แทนการรักษามาตรฐาน

การศึกษาแบบสุ่มในผู้ป่วยระยะที่ 2 และ 3 จำนวน 220 ราย

Okamura และคณะทำการศึกษาแบบสุ่มในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 2 หรือระยะที่ 3 จำนวน 220 ราย โดยเปรียบเทียบกลุ่มที่ได้รับการฉายรังสีร่วมกับเบต้ากลูแคน กับกลุ่มที่ได้รับการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว

ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ได้รับ เบต้ากลูแคนร่วมกับการฉายรังสีมีการลดลงของก้อนมะเร็งดีกว่ากลุ่มควบคุมทั้งในผู้ป่วยระยะที่ 2 และระยะที่ 3

สำหรับผู้ป่วยระยะที่ 2 กลุ่มที่ได้รับเบต้ากลูแคนมีระยะเวลาก่อนการกลับเป็นซ้ำยาวนานกว่า และเมื่อเปรียบเทียบเส้นโค้งการรอดชีวิตที่ 48 เดือน พบว่ากลุ่ม SPG มีระยะเวลาการรอดชีวิตยาวนานกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยระยะที่ 3 ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของระยะเวลาก่อนการกลับเป็นซ้ำหรืออัตราการรอดชีวิตระหว่างสองกลุ่ม [10]

การติดตามผลระยะยาวของการศึกษานี้รายงานว่า ในกลุ่มผู้ป่วยระยะที่ 2 และ 3 รวมกัน ผู้ป่วย 99 รายที่ได้รับ เบต้ากลูแคนมีระยะเวลาก่อนการกลับเป็นซ้ำและระยะเวลาการรอดชีวิตในการติดตาม 5 ปียาวนานกว่าผู้ป่วยควบคุม 96 รายอย่างมีนัยสำคัญ [11]

ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเบต้ากลูแคนอาจมีประโยชน์เป็นส่วนเสริมของการฉายรังสีในผู้ป่วยบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ป่วยระยะที่ 2

การศึกษาผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในต่อมน้ำเหลือง

Shimizu และคณะศึกษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก 40 ราย และผู้ป่วยเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง 15 ราย เพื่อประเมินว่า เบต้ากลูแคนมีผลต่อเซลล์ภูมิคุ้มกันภายในต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกรานหรือไม่

ผู้ป่วยได้รับ เบต้ากลูแคน ขนาด 20 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหนึ่งวันก่อนการผ่าตัด หรือได้รับขนาดเดียวกันในวันที่ 8 และวันที่ 1 ก่อนผ่าตัด จากนั้นจึงนำต่อมน้ำเหลืองที่ได้ระหว่างการผ่าตัดมาตรวจเซลล์ภูมิคุ้มกัน ผลพบว่า เบต้ากลูแคนมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของเซลล์ที่แสดงตัวรับ interleukin-2 หรือ IL-2 receptor และเซลล์ที่แสดง Leu 3a ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ที่สัมพันธ์กับ helper T cell

ผลดังกล่าวพบเด่นชัดกว่าในผู้ป่วยที่ได้รับ เบต้ากลูแคน 2 ครั้ง และยังพบการเปลี่ยนแปลงในต่อมน้ำเหลืองที่มีเซลล์มะเร็งแพร่กระจายอยู่ด้วย ผู้วิจัยจึงเสนอว่า เบต้ากลูแคนอาจเพิ่มการทำงานของ helper T cell และระบบ IL-2/IL-2 receptor ภายในต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกราน [13]

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ประเมินตัวบ่งชี้ทางภูมิคุ้มกันในเนื้อเยื่อ ไม่ได้ศึกษาการลดขนาดของก้อนมะเร็ง การกลับเป็นซ้ำ หรืออัตราการรอดชีวิต จึงไม่สามารถใช้ผลด้านภูมิคุ้มกันเพียงอย่างเดียวสรุปประโยชน์ทางคลินิกได้

การศึกษาผลต่อ T cell และ NK cell ระหว่างการฉายรังสี

Sekiguchi และคณะศึกษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจำนวน 22 ราย โดยผู้ป่วย 12 รายได้ รับเบต้ากลูแคนร่วมกับการฉายรังสี และอีก 10 รายได้รับการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว ระหว่างการฉายรังสี จำนวน lymphocyte และเซลล์ CD2 ลดลงในผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม แต่หลังจากสิ้นสุดการฉายรังสี กลุ่มที่ได้รับ เบต้ากลูแคนมีจำนวน lymphocyte และ CD2-positive cell สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มของ CD3-positive T cell เพิ่มขึ้นด้วย

กิจกรรมของ NK cell ลดลงระหว่างการฉายรังสีในผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม แต่หลังจบการรักษา กิจกรรมของ NK cell ในกลุ่ม เบต้ากลูแคนฟื้นกลับมาใกล้ระดับก่อนเริ่มฉายรังสี และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังไม่พบความผิดปกติของการทำงานของตับหรือไตจากเบต้ากลูแคนในผู้ป่วยกลุ่มนี้

งานวิจัยยังพบว่า ระดับ SCC antigen ลดลงจากการฉายรังสีในทั้งสองกลุ่มโดยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้วิจัยจึงเสนอว่า เบต้ากลูแคนไม่ได้ลดฤทธิ์ของรังสีในการทำลายเซลล์มะเร็ง และอาจช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของ T cell และกิจกรรมของ NK cell หลังการฉายรังสี [14]

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้มีผู้ป่วยเพียง 22 ราย และผลลัพธ์หลักเป็นการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่ผลด้านการรอดชีวิตหรือการกลับเป็นซ้ำ

 

1.6 ข้อจำกัดของงานวิจัย

เมื่อพิจารณาหลักฐานทั้งหมด งานวิจัยเบต้ากลูแคนที่เกี่ยวข้องกับ HPV และมะเร็งปากมดลูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

กลุ่มแรกเป็น topical β-glucan หรือ carboxymethyl β-glucan ชนิดใช้เฉพาะที่ในผู้ที่ติดเชื้อ HPV หรือมีความผิดปกติระดับ ASC-US, LSIL และ CIN1

กลุ่มที่สองเป็น Sizofiran หรือ เบต้ากลูแคนชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งใช้ร่วมกับการฉายรังสีในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ทั้งสองกลุ่มไม่ได้เป็นการศึกษาเบต้ากลูแคนชนิดรับประทาน

นอกจากนี้ งานวิจัยในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่ดำเนินการในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980–1990 ซึ่งเป็นช่วงที่แนวทางการฉายรังสี เคมีบำบัด การแบ่งระยะโรค และการดูแลแบบประคับประคองยังแตกต่างจากปัจจุบัน ดังนั้นจึงยังขาดการศึกษาทางคลินิกสมัยใหม่ที่เปรียบเทียบเบต้ากลูแคนกับแนวทางการรักษามะเร็งปากมดลูกในปัจจุบัน เช่น การให้เคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสี ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด

 

1.7 บทสรุป

งานวิจัยเกี่ยวกับเบต้ากลูแคนในโรคที่เกี่ยวข้องกับปากมดลูกครอบคลุมตั้งแต่ผู้ที่ติดเชื้อ HPV ผู้ที่มีผลตรวจเซลล์ผิดปกติหรือรอยโรคก่อนมะเร็ง ไปจนถึงผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก

ในผู้ที่ติดเชื้อ HPV หรือมีรอยโรคระดับ ASC-US, LSIL และ CIN1 งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้ topical β-glucan หรือ carboxymethyl β-glucan ในรูปแบบเจลสำหรับใช้เฉพาะที่ภายในช่องคลอด ผลการศึกษาหลายฉบับพบ แนวโน้มของผล Pap test การตรวจ HPV การส่องกล้อง และการถดถอยของ CIN1 ที่ดีขึ้น

 

ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก งานวิจัยส่วนใหญ่ศึกษา Sizofiran หรือ เบต้ากลูแคนชนิดฉีดร่วมกับการฉายรังสี การศึกษาแบบสุ่มบางฉบับพบว่า SPG อาจเพิ่มการตอบสนองต่อการรักษา สนับสนุนการฟื้นตัวของ lymphocyte, T cell และ NK cell และอาจช่วยยืดระยะเวลาก่อนการกลับเป็นซ้ำหรือการรอดชีวิตในผู้ป่วยบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ป่วยระยะที่ 2

 

เอกสารอ้างอิง

[1] World Health Organization. Cervical cancer. WHO Health Topics. ข้อมูลภาระโรคมะเร็งปากมดลูกทั่วโลกและความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ HPV.

[2] ICO/IARC Information Centre on HPV and Cancer. Human Papillomavirus and Related Diseases in Thailand. Summary Report. 10 March 2023.

[3] International Agency for Research on Cancer. Cervical Cancer. IARC Cancer Topics.

[4] National Cancer Institute. Cervical Cancer Treatment (PDQ®): Health Professional Version. Updated May 13, 2025.

[5] National Cancer Institute. Cervical Cancer Treatment. Updated April 3, 2025.

[6] Scardamaglia P, Carraro C, Mancino P, Stentella P. Effectiveness of the treatment with beta-glucan in the HPV-CIN 1 lesions. Minerva Ginecol. 2010;62(5):389–393. PMID: 20938424.

[7] Laccetta G, Carrone A, Burratti M, Mancino P. Effect of the treatment with β-glucan in women with cervical cytologic report of atypical squamous cells of undetermined significance (ASCUS) and low-grade squamous intraepithelial lesions (L-SIL). Minerva Ginecol. 2015;67(2):113–120. PMID: 25668505.

[8] Stentella P, Biamonti A, Carraro C, et al. Efficacy of carboxymethyl beta-glucan in cervical intraepithelial neoplasia: a retrospective, case-control study. Minerva Ginecol. 2017;69(5):425–430. doi:10.23736/S0026-4784.17.04053-9. PMID: 28675291.

[9] Lavitola G, Della Corte L, De Rosa N, Nappi C, Bifulco G. Effects on vaginal microbiota restoration and cervical epithelialization in positive HPV patients undergoing vaginal treatment with carboxy-methyl-beta-glucan. Biomed Res Int. 2020;2020:5476389. doi:10.1155/2020/5476389. PMID: 32420349.

[10] Okamura K, Suzuki M, Chihara T, et al. Clinical evaluation of Schizophyllan combined with irradiation in patients with cervical cancer: a randomized controlled study. Cancer. 1986;58(4):865–872. PMID: 2941141.

[11] Okamura K, Suzuki M, Chihara T, et al. Clinical evaluation of sizofiran combined with irradiation in patients with cervical cancer: a randomized controlled study; a five-year survival rate. Biotherapy. 1989;1(2):103–107. PMID: 2534912.

[12] Noda K, Takeuchi S, Yajima A, et al. Clinical effect of sizofiran combined with irradiation in cervical cancer patients: a randomized controlled study. Cooperative Study Group on SPG for Gynecological Cancer. Jpn J Clin Oncol. 1992;22(1):17–25. PMID: 1573785.

[13] Shimizu Y, Teshima H, Chen JT, Fujimoto I, Hasumi K, Masubuchi K. Augmentative effect of sizofiran on the immune functions of regional lymph nodes in patients with cervical cancer. Nihon Sanka Fujinka Gakkai Zasshi. 1991;43(6):581–588. PMID: 1906916.

[14] Sekiguchi I, Suzuki M, Izumi A, Aida I, Tamada T. The study on the immunological effect of sizofilan combined with radiotherapy in patients with uterine cervical cancer. Nihon Gan Chiryo Gakkai Shi. 1990;25(11):2659–2664. PMID: 2126027.

 

error: IMMUNE LAB