THE IMMUNE LAB

เบต้ากลูแคนกับมะเร็งลำไส้ใหญ่

เบต้ากลูแคนกับมะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบมากและเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตจากมะเร็งทั่วโลก ข้อมูล GLOBOCAN ปี 2024 ประเมินว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงรายใหม่ประมาณ 2.04 ล้านราย และเสียชีวิตประมาณ 917,895 ราย ทำให้เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 3 และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับ 2 ของโลก [1]

สำหรับประเทศไทย ในปี 2024 มีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 20,870 ราย และเสียชีวิตประมาณ 10,333 ราย จัดเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 4 และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับ 3 ของประเทศ [2]

คำว่า “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ที่ใช้โดยทั่วไปมักหมายรวมถึงมะเร็งที่เกิดในลำไส้ใหญ่ส่วนโคลอนและมะเร็งไส้ตรง แม้อวัยวะทั้งสองจะเชื่อมต่อกัน แต่ตำแหน่งของก้อน ลักษณะทางชีววิทยา และแนวทางการรักษาอาจแตกต่างกัน โดยเฉพาะบทบาทของรังสีรักษาในมะเร็งไส้ตรง [3–5]

1.1 มะเร็งลำไส้ใหญ่มีกี่ชนิด

มะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่สามารถระบุเป็นจำนวนตายตัวว่ามีกี่ชนิด เพราะแพทย์สามารถจำแนกได้หลายมุม ทั้งตามตำแหน่งที่เกิด ลักษณะของเซลล์ ระยะโรค และตัวบ่งชี้ทางชีวภาพของเซลล์มะเร็ง

มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่เป็น adenocarcinoma แต่เซลล์มะเร็งของผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีการเปลี่ยนแปลงของยีนและโปรตีนแตกต่างกัน การตรวจตัวบ่งชี้ เช่น mismatch repair หรือ MMR, microsatellite instability หรือ MSI รวมถึงยีน RAS และ BRAF จึงมีความสำคัญต่อการวางแผนรักษา โดยเฉพาะในผู้ป่วยระยะลุกลาม [4,5]

1.2 มะเร็งลำไส้ใหญ่รักษาอย่างไร

การรักษาขึ้นอยู่กับตำแหน่งของก้อน ระยะโรค การแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่น ผลตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ อายุ โรคร่วม และความพร้อมของร่างกายผู้ป่วย

ผู้ป่วยมะเร็งโคลอนระยะต้นมักได้รับการผ่าตัดเป็นหลัก และอาจได้รับเคมีบำบัดเสริมตามระยะและความเสี่ยงของโรค ส่วนผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรงระยะ II–III อาจได้รับเคมีบำบัดและรังสีรักษาก่อนการผ่าตัด ขณะที่ผู้ป่วยระยะแพร่กระจายอาจได้รับเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า หรือภูมิคุ้มกันบำบัดตามลักษณะของเซลล์มะเร็ง [4,5]

สำหรับเบต้ากลูแคน งานวิจัยในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้ศึกษาเบต้ากลูแคนในฐานะการรักษาหลักที่ใช้แทนการผ่าตัดหรือยารักษามะเร็ง ส่วนใหญ่ศึกษาบทบาทในฐานะตัวเสริมร่วมกับเคมีบำบัดหรือยาแอนติบอดี รวมถึงผลต่อเม็ดเลือดขาว อาการข้างเคียง และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

1.3 งานวิจัยเบต้ากลูแคนกับมะเร็งลำไส้ใหญ่

หลักฐานในมนุษย์เกี่ยวกับเบต้ากลูแคนและมะเร็งลำไส้ใหญ่ยังมีจำนวนจำกัด และเบต้ากลูแคนที่ใช้ในแต่ละงานไม่เหมือนกัน บางงานใช้เบต้ากลูแคนชนิดรับประทาน บางงานใช้เบต้ากลูแคนที่ผ่านกระบวนการทำให้มีอนุภาคขนาดเล็ก และบางงานใช้เบต้ากลูแคนชนิดละลายน้ำฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ดังนั้นผลจากเบต้ากลูแคนรูปแบบหนึ่งจึงไม่สามารถนำไปกล่าวอ้างแทนเบต้ากลูแคนอีกชนิดหนึ่งได้โดยตรง

1.3.1 เบต้ากลูแคนชนิดรับประทานกับเม็ดเลือดขาวระหว่างเคมีบำบัด FOLFOX-4

Karaca และคณะศึกษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวน 62 รายที่ได้รับเคมีบำบัดเสริมสูตร FOLFOX-4 ซึ่งประกอบด้วย 5-fluorouracil, leucovorin และ oxaliplatin ผู้ป่วยถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 31 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับเบต้ากลูแคนบริสุทธิ์ชนิดรับประทานวันละ 50 มิลลิกรัม เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ร่วมกับเคมีบำบัด ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว [6]

หนึ่งสัปดาห์หลังได้รับเคมีบำบัด กลุ่มเบต้ากลูแคนมีจำนวนเม็ดเลือดขาวโดยเฉลี่ยประมาณ 7,300 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร และ neutrophils ประมาณ 3,800 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร การลดลงจากค่าก่อนรับเคมีบำบัดไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่กลุ่มควบคุมมีจำนวนเม็ดเลือดขาว neutrophils และเกล็ดเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ [6]

นอกจากนี้ กลุ่มเบต้ากลูแคนยังพบแผลอักเสบในช่องปากและอาการท้องเสียน้อยกว่ากลุ่มควบคุม ผลการศึกษาจึงสนับสนุนว่าเบต้ากลูแคนอาจช่วยพยุงเม็ดเลือดขาวและลดอาการบางด้านที่เกิดขึ้นระหว่างการได้รับ FOLFOX-4 [6]

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง ไม่ได้สุ่มผู้ป่วยและไม่ได้ใช้ยาหลอก จึงอาจมีความแตกต่างด้านสุขภาพหรือการดูแลระหว่างกลุ่มที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ นอกจากนี้ยังประเมินผลเลือดหลังเคมีบำบัดเพียงช่วงสั้น ๆ และไม่ได้ประเมินการกลับเป็นซ้ำ การรอดชีวิต หรือการลดขนาดของก้อนมะเร็ง

1.3.2 เบต้ากลูแคน ชนิดรับประทานกับคุณภาพชีวิต

Hazama และคณะศึกษาสาร superfine dispersed lentinan หรือ SDL ซึ่งเป็นเบต้า-1,3-กลูแคนที่มีกิ่งเบต้า-1,6 และผ่านกระบวนการทำให้อนุภาคมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลามหรือไม่สามารถผ่าตัดได้จำนวน 80 รายได้รับ SDL ซึ่งให้ lentinan วันละ 15 มิลลิกรัม เป็นเวลา 12 สัปดาห์ [7]

จากผู้ป่วยทั้งหมด มี 71 รายผ่านเกณฑ์สำหรับการวิเคราะห์ และ 64 รายได้รับเคมีบำบัดร่วมด้วย โดยใช้เคมีบำบัดหลายสูตรแตกต่างกัน พบอาการไม่พึงประสงค์ระดับ 2 ที่อาจเกี่ยวข้องกับ SDL จำนวน 4 เหตุการณ์ในผู้ป่วย 80 ราย [7]

ผู้ป่วย 48 รายสามารถประเมินคุณภาพชีวิตได้ครบถ้วน ในกลุ่มผู้ป่วย 23 รายที่มีคะแนนคุณภาพชีวิตค่อนข้างต่ำก่อนเริ่มการศึกษา พบว่าคะแนนคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังได้รับ SDL เป็นเวลา 12 สัปดาห์ นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่ monocytes สามารถจับกับ เบต้ากลูแคนได้ในสัดส่วนสูงมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ด้านคุณภาพชีวิตมากกว่า [7]

งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า เบต้ากลูแคนชนิดรับประทานอาจมีบทบาทในการสนับสนุนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย แต่การศึกษาไม่มีกลุ่มควบคุม ผู้ป่วยได้รับเคมีบำบัดหลายสูตร และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อพิสูจน์ว่าเบต้ากลูแคนทำให้ก้อนมะเร็งลดลงหรือช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้น จึงสรุปได้แค่ว่าเบต้ากลูแคนอาจช่วยสนับสนุนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

1.3.3 เบต้ากลูแคนชนิดฉีดร่วมกับ cetuximab และ irinotecan

Tamayo และคณะรายงานการศึกษาระยะ Ib/II ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะกลับเป็นซ้ำหรือลุกลาม ซึ่งเคยได้รับการรักษาที่มี 5-FU มาก่อน ผู้ป่วย 10 รายได้รับเบต้ากลูแคนชนิดละลายน้ำทางหลอดเลือดดำร่วมกับ cetuximab และ irinotecan โดยเพิ่มขนาดเบต้ากลูแคนจาก 2 เป็น 4 และ 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมตามลำดับ [8,9]

ผลเบื้องต้นพบผู้ป่วยตอบสนองบางส่วน 3 ราย และโรคทรงตัว 7 ราย คิดเป็นอัตราควบคุมโรค 100% ระยะเวลามัธยฐานก่อนโรคลุกลามอยู่ที่ประมาณ 22.3 สัปดาห์ และไม่พบความเป็นพิษที่เข้าเกณฑ์จำกัดขนาดยาในระหว่างการเพิ่มขนาดเบต้ากลูแคน [8]

แม้ผลลัพธ์ดูน่าสนใจ แต่การศึกษามีผู้ป่วยเพียง 10 ราย ไม่มีกลุ่มควบคุม และผู้ป่วยได้รับทั้ง cetuximab กับ irinotecan พร้อมกัน จึงไม่สามารถระบุได้ว่าผลที่เกิดขึ้นมาจากเบต้ากลูแคนมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ ผลดังกล่าวเผยแพร่ในรูปแบบบทคัดย่อการประชุมวิชาการ จึงควรจัดเป็นหลักฐานระยะเริ่มต้น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือไม่มีรายงานเรื่องผลข้างเคียงอื่นๆที่เกิดจากการใช้เบต้ากลูแคนร่วมกับการใช้ยาเคมีบำบัดชุดนี้ จึงอาจถือได้ว่ามีความปลอดภัยในการใช้ร่วมกัน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นในการทดลองต่อยอดในกลุ่มใหญ่ขึ้น

1.3.4 เบต้ากลูแคนชนิดฉีดร่วมกับ cetuximab ในผู้ป่วยที่มี KRAS กลายพันธุ์

Segal และคณะศึกษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ IV ซึ่งตรวจพบการกลายพันธุ์ของ KRAS จำนวน 18 ราย ผู้ป่วยได้รับเบต้ากลูแคนชนิดฉีดขนาด 4 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมทุกสัปดาห์ร่วมกับ cetuximab [10]

เหตุผลของการศึกษานี้คือ ในมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มี KRAS กลายพันธุ์ การยับยั้ง EGFR ด้วย cetuximab เพียงอย่างเดียวมักไม่มีประสิทธิผล แต่ cetuximab ยังสามารถจับกับผิวของเซลล์มะเร็งและกระตุ้นระบบ complement ได้ ผู้วิจัยจึงตั้งสมมติฐานว่าเบต้ากลูแคนอาจช่วยเตรียม neutrophils และ monocytes/macrophages ให้ตอบสนองต่อเซลล์มะเร็งที่ถูกแอนติบอดีจับไว้

ผลพบผู้ป่วยตอบสนองบางส่วน 1 ราย คิดเป็นอัตราการตอบสนองของก้อนมะเร็ง 5.6% ระยะเวลาที่ตอบสนองอยู่ที่ 4.2 เดือน ระยะเวลาก่อนโรคลุกลามมัธยฐานอยู่ที่ 2.7 เดือน และการรอดชีวิตโดยรวมมัธยฐานอยู่ที่ 6.6 เดือน [10]

อาการที่เกี่ยวข้องกับเบต้ากลูแคนที่พบบ่อย ได้แก่ อ่อนเพลีย ปฏิกิริยาจากการให้ยาทางหลอดเลือดดำ และปวดศีรษะ ไม่พบความเป็นพิษระดับ 4 หรือการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการรักษา [10]

งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการใช้เบต้ากลูแคนชนิดฉีดร่วมกับแอนติบอดีมีความเป็นไปได้ทางชีววิทยา แต่ผลทางคลินิกอยู่ในระดับจำกัด มีผู้ตอบสนองเพียง 1 ราย และไม่มีกลุ่มควบคุม จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเบต้ากลูแคนช่วยเพิ่มประสิทธิผลของ cetuximab ได้อย่างชัดเจน แต่มีความเป็นไปได้ที่ใช้ร่วมกัน และอาจต้องศึกษาในกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

1.3.5 การทดลองระยะที่ III ที่ไม่สามารถดำเนินการจนเสร็จสมบูรณ์

จากผลเบื้องต้นของการใช้เบต้ากลูแคนชนิดฉีดร่วมกับ cetuximab มีการวางแผนการทดลองระยะที่ III ชื่อ PRIMUS ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจายที่มี KRAS ชนิดไม่กลายพันธุ์ โดยตั้งเป้ารับผู้ป่วยประมาณ 795 ราย และสุ่มเปรียบเทียบระหว่าง cetuximab ร่วมกับเบต้ากลูแคนกับ cetuximab เพียงอย่างเดียว [11]

อย่างไรก็ตาม การทดลองถูกยุติเนื่องจากมีปัญหาในการรับผู้ป่วยเข้าสู่การศึกษา ซึ่งเกิดจากรูปแบบการใช้ cetuximab ในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงไม่มีผลการศึกษาขนาดใหญ่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลด้านการรอดชีวิต การควบคุมโรค หรือการลดขนาดก้อนมะเร็ง [11]

1.4 จากงานวิจัย เบต้ากลูแคนอาจมีบทบาทอย่างไรในมะเร็งลำไส้ใหญ่

เมื่อพิจารณาหลักฐานทั้งหมด บทบาทของเบต้ากลูแคนในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถแบ่งได้เป็น 2 ด้านหลัก

ด้านแรกคือ การสนับสนุนร่างกายในระหว่างเคมีบำบัด งานที่ใช้เบต้ากลูแคนชนิดรับประทานร่วมกับ FOLFOX-4 พบว่าจำนวนเม็ดเลือดขาวและ neutrophils ลดลงน้อยกว่า รวมถึงพบแผลในช่องปากและอาการท้องเสียน้อยกว่ากลุ่มควบคุม ส่วนงานของ lentinan ชนิดรับประทานพบสัญญาณการดีขึ้นของคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยบางกลุ่ม [6,7]

ด้านที่สองคือ การใช้ร่วมกับยาแอนติบอดีเพื่อสนับสนุนการตอบสนองต่อเซลล์มะเร็ง การศึกษาระยะแรกของเบต้ากลูแคนชนิดฉีดร่วมกับ cetuximab และ irinotecan พบการตอบสนองของก้อนในผู้ป่วยบางราย แต่การศึกษาที่ใช้ร่วมกับ cetuximab ในผู้ป่วย KRAS กลายพันธุ์พบอัตราการตอบสนองเพียง 5.6% และยังไม่มีการทดลองระยะที่ III ที่เสร็จสมบูรณ์เพื่อยืนยันผล [8–11]

ดังนั้น หลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันสนับสนุนบทบาทของเบต้ากลูแคนในฐานะ ตัวเสริมการดูแล มากกว่าการเป็นยารักษามะเร็งโดยตรง โดยหลักฐานที่เห็นได้ชัดที่สุดอยู่ในด้านการพยุงเม็ดเลือดขาว ลดอาการบางด้านจากเคมีบำบัด และสนับสนุนคุณภาพชีวิต

เบต้ากลูแคนไม่ควรถูกใช้ทดแทนการผ่าตัด เคมีบำบัด รังสีรักษา ยามุ่งเป้า หรือภูมิคุ้มกันบำบัด ผู้ป่วยที่สนใจใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรสอบถามการใช้จากผู้เชียวชาญหรือแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังได้รับเคมีบำบัด มีเม็ดเลือดขาวต่ำ มีภาวะติดเชื้อ หรือกำลังใช้ยาที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน

เอกสารอ้างอิง

  1. Ervik M, Laversanne M, Lam F, Colombet M, Ferlay J, Filho AM, Bray F. Global Cancer Observatory: Cancer Today—2024 Estimates, Version 1.0. Colorectum Fact Sheet. Lyon: International Agency for Research on Cancer; 2026.
  2. Ervik M, Laversanne M, Lam F, Colombet M, Ferlay J, Filho AM, Bray F. Global Cancer Observatory: Cancer Today—2024 Estimates, Version 1.0. Thailand Fact Sheet. Lyon: International Agency for Research on Cancer; 2026.
  3. National Cancer Institute. Colorectal Cancer—Patient Version. National Institutes of Health. Accessed July 27, 2026.
  4. National Cancer Institute. Colon Cancer Treatment (PDQ®)—Patient Version. Updated May 16, 2025.
  5. National Cancer Institute. Rectal Cancer Treatment (PDQ®)—Patient Version. Accessed July 27, 2026.
  6. Karaca H, Bozkurt O, Ozaslan E, et al. Positive effects of oral beta-glucan on mucositis and leukopenia in colorectal cancer patients receiving adjuvant FOLFOX-4 combination chemotherapy. Asian Pac J Cancer Prev. 2014;15(8):3641–3644. doi:10.7314/APJCP.2014.15.8.3641.
  7. Hazama S, Watanabe S, Ohashi M, et al. Efficacy of orally administered superfine dispersed lentinan (beta-1,3-glucan) for the treatment of advanced colorectal cancer. Anticancer Res. 2009;29(7):2611–2617. PMID:19596936.
  8. Tamayo ME, Cornelio GH, Bautista JB, et al. A phase Ib/2, dose-escalating, safety, and efficacy study of Imprime PGG, cetuximab and irinotecan in patients with advanced colorectal cancer. J Clin Oncol. 2009;27(suppl 15). doi:10.1200/JCO.2009.27.15_suppl.e15062.
  9. gov. Safety/Efficacy Study of Imprime PGG With Cetuximab in Patients With Recurrent/Progressive Colorectal Carcinoma. NCT00545545.
  10. Segal NH, Gada P, Senzer N, Gargano MA, Patchen ML, Saltz LB. A phase II efficacy and safety, open-label, multicenter study of Imprime PGG injection in combination with cetuximab in patients with stage IV KRAS-mutant colorectal cancer. Clin Colorectal Cancer. 2016;15(3):222–227. doi:10.1016/j.clcc.2016.02.013.
  11. gov. Study of Imprime PGG in Combination With Cetuximab in Subjects With Recurrent or Progressive KRAS Wild-Type Colorectal Cancer (PRIMUS). NCT01309126. Terminated.

 

error: IMMUNE LAB