THE IMMUNE LAB

เบต้ากลูแคนกับมะเร็งศรีษะและลำคอ

เบต้ากลูแคนกับมะเร็งศีรษะและลำคอ

มะเร็งศีรษะและลำคอ หรือ Head and Neck Cancer ไม่ได้หมายถึงมะเร็งเพียงชนิดเดียว แต่เป็นชื่อรวมของมะเร็งที่เกิดขึ้นในบริเวณช่องปาก ลิ้น คอหอย กล่องเสียง โพรงจมูก ไซนัส และต่อมน้ำลาย

มะเร็งในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากเซลล์เยื่อบุชนิด squamous cell ซึ่งบุอยู่ตามพื้นผิวภายในช่องปาก จมูก และลำคอ จึงมักเรียกรวมว่า Head and Neck Squamous Cell Carcinoma หรือ HNSCC อย่างไรก็ตาม มะเร็งที่เกิดจากต่อมน้ำลาย เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน หรือเซลล์ชนิดอื่น อาจมีลักษณะทางชีววิทยาและแนวทางรักษาแตกต่างออกไป [1,2]

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การสูบบุหรี่ การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก และการติดเชื้อ Human Papillomavirus หรือ HPV โดยเฉพาะในมะเร็งบริเวณคอหอยส่วนปาก นอกจากนี้ มะเร็งหลังโพรงจมูกยังมีความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ Epstein–Barr Virus หรือ EBV ในผู้ป่วยบางกลุ่ม

1.1 มะเร็งศีรษะและลำคอมีกี่ชนิด

มะเร็งศีรษะและลำคอสามารถแบ่งตามตำแหน่งที่เซลล์มะเร็งเริ่มต้นได้หลายกลุ่ม

• มะเร็งริมฝีปากและช่องปาก หรือ Lip and Oral Cavity Cancer

เกิดบริเวณริมฝีปาก เหงือก ลิ้นส่วนหน้า กระพุ้งแก้ม พื้นช่องปาก เพดานแข็ง และบริเวณหลังฟันกราม อาการที่พบอาจได้แก่ แผลในช่องปากที่ไม่หาย ก้อนในช่องปาก เลือดออกผิดปกติ หรือการเคี้ยวและกลืนลำบาก

• มะเร็งคอหอยส่วนปาก หรือ Oropharyngeal Cancer

เกิดบริเวณโคนลิ้น ต่อมทอนซิล เพดานอ่อน และผนังคอหอยด้านหลัง มะเร็งบริเวณนี้มีทั้งชนิดที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับ HPV ซึ่งอาจมีพฤติกรรมของโรคและการตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกัน

• มะเร็งหลังโพรงจมูก หรือ Nasopharyngeal Cancer

เกิดในบริเวณคอหอยส่วนที่อยู่ด้านหลังโพรงจมูก ผู้ป่วยอาจมีก้อนที่คอ หูอื้อ เลือดกำเดาไหล หรือมีอาการคัดจมูกข้างเดียว โรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับ EBV และพบในบางพื้นที่ของเอเชียมากกว่าประเทศตะวันตก

• มะเร็งคอหอยส่วนล่าง หรือ Hypopharyngeal Cancer

เกิดบริเวณคอหอยส่วนล่างที่เชื่อมต่อกับหลอดอาหาร อาการอาจไม่ชัดเจนในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยบางรายได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคมีการลุกลามแล้ว

• มะเร็งกล่องเสียง หรือ Laryngeal Cancer

เกิดบริเวณกล่องเสียง ซึ่งเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงและการป้องกันอาหารเข้าสู่หลอดลม ผู้ป่วยอาจมีเสียงแหบเรื้อรัง เจ็บคอ กลืนลำบาก หรือหายใจติดขัด

• มะเร็งโพรงจมูกและไซนัส หรือ Nasal Cavity and Paranasal Sinus Cancer

เป็นมะเร็งที่เกิดในโพรงจมูกหรือช่องอากาศรอบจมูก อาการอาจคล้ายโรคไซนัสทั่วไป เช่น คัดจมูก เลือดกำเดาไหล ปวดใบหน้า หรือมีอาการบวมบริเวณใบหน้า

• มะเร็งต่อมน้ำลาย หรือ Salivary Gland Cancer

เกิดจากเซลล์ของต่อมน้ำลายบริเวณหน้าหู ใต้ขากรรไกร ใต้ลิ้น หรือต่อมน้ำลายขนาดเล็กภายในช่องปาก มะเร็งกลุ่มนี้มีชนิดทางพยาธิวิทยาหลายรูปแบบและไม่จำเป็นต้องเป็น squamous cell carcinoma

การระบุตำแหน่งที่เริ่มต้น ชนิดของเซลล์ ระยะของโรค การแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง และสถานะ HPV มีความสำคัญต่อการเลือกแนวทางรักษาและการประเมินพยากรณ์โรค [1,2]

1.2 มะเร็งศีรษะและลำคอรักษาอย่างไร

การรักษามะเร็งศีรษะและลำคอไม่มีแนวทางเดียวสำหรับผู้ป่วยทุกคน แพทย์จะพิจารณาจากตำแหน่งของก้อน ขนาดและระยะของโรค การกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง สถานะ HPV ชนิดของเซลล์มะเร็ง สุขภาพโดยรวม ตลอดจนผลกระทบของการรักษาต่อการพูด การกลืน และการหายใจ

• การผ่าตัด

ใช้เพื่อนำก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อรอบข้างออก ผู้ป่วยบางรายอาจต้องผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอร่วมด้วย วิธีผ่าตัดขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของก้อน โดยแพทย์จะพยายามควบคุมโรคพร้อมกับรักษาการทำงานของอวัยวะให้ได้มากที่สุด

• รังสีรักษา

ใช้รังสีพลังงานสูงทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะบริเวณ อาจใช้เป็นการรักษาหลัก ใช้หลังการผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงของเซลล์มะเร็งที่หลงเหลือ หรือใช้ร่วมกับเคมีบำบัดในผู้ป่วยโรคระยะลุกลามเฉพาะที่

• เคมีบำบัด

ใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว ตัวอย่างยาที่ใช้บ่อย ได้แก่ cisplatin, carboplatin และ 5-fluorouracil เคมีบำบัดอาจใช้ร่วมกับรังสีรักษา หรือใช้ควบคุมโรคในผู้ป่วยที่กลับเป็นซ้ำหรือแพร่กระจาย

• ยามุ่งเป้า

Cetuximab เป็น monoclonal antibody ที่จับกับ Epidermal Growth Factor Receptor หรือ EGFR ซึ่งพบอยู่บนเซลล์มะเร็งศีรษะและลำคอหลายชนิด ยานี้อาจใช้ร่วมกับรังสีรักษา เคมีบำบัด หรือการรักษาอื่นตามระยะและลักษณะของโรค

• ภูมิคุ้มกันบำบัด

ยากลุ่ม immune checkpoint inhibitor เช่น pembrolizumab และ nivolumab ช่วยลดสัญญาณที่เซลล์มะเร็งใช้กดการทำงานของ T cell ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถตอบสนองต่อเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น ยากลุ่มนี้อาจใช้ในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอที่กลับเป็นซ้ำหรือแพร่กระจายตามข้อบ่งใช้ของยา

• การฟื้นฟูและดูแลอาการจากการรักษา

เนื่องจากตำแหน่งของโรคเกี่ยวข้องกับการพูด การกลืน การรับรส และการรับประทานอาหาร ผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการดูแลด้านโภชนาการ ทันตกรรม การฝึกกลืน การฝึกพูด และการดูแลช่องปากร่วมกับการรักษามะเร็ง

สำหรับเบต้ากลูแคน งานวิจัยในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอไม่ได้ศึกษาเบต้ากลูแคนในฐานะยาที่ทำให้ก้อนมะเร็งลดลงโดยตรง แต่ศึกษาว่าเบต้ากลูแคนอาจส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันภายในต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้ก้อนมะเร็งหรือไม่

1.3 งานวิจัยเบต้ากลูแคนกับมะเร็งศีรษะและลำคอ

หลักฐานในมนุษย์เกี่ยวกับเบต้ากลูแคนและมะเร็งศีรษะและลำคอยังมีจำนวนน้อยมาก งานวิจัยสำคัญที่พบเป็นการศึกษาทางคลินิกรุ่นเก่า ซึ่งใช้เบต้ากลูแคนชนิดเฉพาะที่เรียกว่า sizofiran หรือ เบต้ากลูแคนชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ก่อนการผ่าตัด และประเมินการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันภายในต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ 

Sizofiran หรือ schizophyllan เป็นเบต้ากลูแคนจากเชื้อรา Schizophyllum commune มีสายหลักแบบเบต้า-1,3 และมีกิ่งแบบเบต้า-1,6 ซึ่งเป็นโครงส้างที่คล้ายกับเบต้ากลูแคนจากยีสต์ และ เห็ด แต่จะมีโครงสร้างไม่เหมือนเบต้ากลูแคนที่ได้จากธัญพืช

1.3.1 รูปแบบการศึกษาและสิ่งที่นักวิจัยตรวจวัด

Kano และคณะศึกษาผลของการให้ sizofiran เบต้ากลูแคน ก่อนการผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอระยะที่ 3 หรือ 4 หลังจากผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัด นักวิจัยนำต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอที่ได้จากการผ่าตัดมาตรวจ โดยแยกเซลล์ชนิด mononuclear cells ออกจากต่อมน้ำเหลืองและประเมินการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน [4]

ตัวชี้วัดที่ตรวจประกอบด้วย

  • การสร้าง Interleukin-2 หรือ IL-2
  • การทำงานของ Natural Killer Cell หรือ NK cell
  • การทำงานของ Lymphokine-Activated Killer Cell หรือ LAK cell
  • สัดส่วนของเซลล์ภูมิคุ้มกันที่แสดงตัวบ่งชี้บนผิวเซลล์
  • การเปรียบเทียบระหว่างต่อมน้ำเหลืองที่ไม่พบเซลล์มะเร็งกับต่อมน้ำเหลืองที่มีการแพร่กระจายของมะเร็ง

งานวิจัยนี้ให้ความสำคัญกับภูมิคุ้มกันภายในต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้ก้อนมะเร็ง ไม่ได้ตรวจเฉพาะเซลล์ภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดเท่านั้น เนื่องจากต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอเป็นบริเวณที่เซลล์ภูมิคุ้มกันพบแอนติเจนจากก้อนมะเร็ง และเป็นตำแหน่งสำคัญที่มะเร็งศีรษะและลำคอมักแพร่กระจายไป [4]

1.3.2 ผลต่อ IL-2, NK Cell และ LAK Cell ภายในต่อมน้ำเหลือง

ผลการศึกษาพบว่า หลังได้รับ เบต้ากลูแคนมีการเพิ่มขึ้นของการสร้าง IL-2 และการทำงานของเซลล์ที่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์เป้าหมาย ได้แก่ NK cell และ LAK cell ภายในต่อมน้ำเหลืองบางกลุ่ม [4] นอกจากนี้ ยังพบการเพิ่มขึ้นของ helper T lymphocytes หรือ CD4+ T cells โดยผลที่เห็นได้ชัดที่สุดเกิดขึ้นในต่อมน้ำเหลืองที่ยังไม่พบการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

ในต่อมน้ำเหลืองที่มีเซลล์มะเร็งแพร่กระจายเข้าไปแล้ว การเพิ่มขึ้นของการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันมีขนาดน้อยกว่าต่อมน้ำเหลืองที่ไม่พบมะเร็ง แต่ยังพบการตอบสนองบางส่วนหลังได้รับเบต้ากลูแคน [4]

ผลดังกล่าวสนับสนุนว่าเบต้ากลูแคนชนิด sizofiran สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตรวจวัดได้ในระบบภูมิคุ้มกันภายในเนื้อเยื่อของผู้ป่วยจริง โดยเฉพาะการส่งสัญญาณผ่าน IL-2 และการทำงานของเซลล์ NK และ LAK

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้ประเมินว่าเบต้ากลูแคนทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงหรือไม่ ไม่ได้เปรียบเทียบอัตราการกลับเป็นซ้ำ และไม่ได้รายงานว่าผู้ป่วยมีระยะเวลารอดชีวิตเพิ่มขึ้นหรือไม่ ผลลัพธ์จึงควรถูกตีความว่าเป็นหลักฐานด้านการเปลี่ยนแปลงของ immune function มากกว่า

1.3.3 งานวิจัยต่อยอดเกี่ยวกับเบต้ากลูแคนร่วมกับ Monoclonal Antibody

หลังจากงานวิจัยทางคลินิกของ sizofiran เบต้ากลูแคนมีการศึกษาต่อยอดว่าเบต้ากลูแคนอาจช่วยเสริมการทำงานของ monoclonal antibody ที่จับกับโปรตีนบนผิวเซลล์มะเร็งได้หรือไม่

แนวคิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งศีรษะและลำคอ เนื่องจาก cetuximab ซึ่งเป็น monoclonal antibody ต่อ EGFR ถูกนำมาใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอบางกลุ่ม [3] อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ศึกษาเบต้ากลูแคนร่วมกับแอนติบอดีต่อเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ยังเป็นงานวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ไม่ใช่การทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ

Cheung และคณะศึกษาการให้เบต้ากลูแคนชนิดรับประทานร่วมกับ monoclonal antibody ในหนูที่ได้รับการปลูกถ่ายก้อนมะเร็งของมนุษย์ งานวิจัยครอบคลุมแอนติบอดีที่จับกับเป้าหมายหลายชนิด เช่น GD2, GD3, CD20, HER2 และ EGFR รวมถึงแบบจำลองของ neuroblastoma, melanoma, lymphoma, breast carcinoma และ epidermoid carcinoma [5]

ผลการทดลองพบว่า การให้เบต้ากลูแคนร่วมกับ monoclonal antibody สามารถยับยั้งการเติบโตของก้อนมะเร็งในหนูได้มากกว่าการให้เบต้ากลูแคนหรือแอนติบอดีเพียงอย่างเดียว [5]

งานวิจัยของ Hong และคณะอธิบายกลไกเพิ่มเติมว่า เมื่อ monoclonal antibody จับกับเซลล์มะเร็ง อาจกระตุ้นระบบ complement และทำให้ชิ้นส่วน complement ที่เรียกว่า iC3b มาเคลือบอยู่บนเซลล์เป้าหมาย ขณะเดียวกัน เบต้ากลูแคนสามารถจับและเตรียมความพร้อมให้ Complement Receptor 3 หรือ CR3 บน granulocytes โดยเฉพาะ neutrophils เมื่อเซลล์เหล่านี้พบเซลล์มะเร็งที่ถูกเคลือบด้วย iC3b จึงสามารถตอบสนองและทำลายเซลล์เป้าหมายได้มากขึ้น [6]

งานวิจัยในสัตว์อีกฉบับเปรียบเทียบเบต้ากลูแคนจากหลายแหล่งเมื่อใช้ร่วมกับ monoclonal antibody และพบว่าเบต้ากลูแคนจากยีสต์บางรูปแบบให้ผลต่อขนาดก้อนและการรอดชีวิตของสัตว์ทดลองมากกว่าเบต้ากลูแคนจากเห็ดบางชนิด ผลนี้ตอกย้ำว่าแหล่งที่มา โครงสร้าง และการเตรียมเบต้ากลูแคนมีผลต่อการตอบสนอง และไม่ควรนำผลของเบต้ากลูแคนชนิดหนึ่งไปกล่าวแทนอีกชนิดหนึ่ง [7]

อ่านเพิ่มเติม: เบต้ากลูแคนกับงานวิจัยในสัตว์ทดลอง

1.4 จากงานวิจัย เบต้ากลูแคนอาจมีบทบาทอย่างไรในมะเร็งศีรษะและลำคอ

เมื่อพิจารณาหลักฐานทั้งหมด งานวิจัยเกี่ยวกับเบต้ากลูแคนและมะเร็งศีรษะและลำคอยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และให้ข้อมูลด้านการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันมากกว่าผลด้านการควบคุมโรคโดยตรง

  • งานวิจัยในมนุษย์พบว่า sizofiran ซึ่งเป็นเบต้ากลูแคนชนิดเฉพาะ สามารถเพิ่มการสร้าง IL-2 และการทำงานของ NK cell และ LAK cell ภายในต่อมน้ำเหลืองบางกลุ่มได้ [4]
  • การเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันเห็นได้ชัดกว่าในต่อมน้ำเหลืองที่ยังไม่พบการแพร่กระจายของมะเร็ง ขณะที่ต่อมน้ำเหลืองที่มีมะเร็งแพร่กระจายแล้วตอบสนองน้อยกว่า [4]
  • งานวิจัยที่ใช้เบต้ากลูแคนร่วมกับ monoclonal antibody แสดงผลที่น่าสนใจในสัตว์ทดลอง และช่วยอธิบายกลไกที่เกี่ยวข้องกับ complement, iC3b, CR3 และ neutrophils แต่ยังไม่สามารถนำมาสรุปเป็นผลทางคลินิกในผู้ป่วยได้ [5–7]
  • เบต้ากลูแคนในงานวิจัยมีหลายรูปแบบ ทั้ง sizofiran จาก Schizophyllum commune และ เบต้ากลูแคนจากยีสต์ จึงไม่ควรถูกนำไปอ้างแทนผลิตภัณฑ์เบต้ากลูแคนทุกชนิด

โดยสรุป หลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนว่าเบต้ากลูแคนบางรูปแบบอาจมีบทบาทในการปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันภายในต่อมน้ำเหลือง และอาจมีศักยภาพในการใช้เป็นส่วนเสริมของการรักษาที่อาศัยแอนติบอดีในอนาคต แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าเบต้ากลูแคนรักษามะเร็งศีรษะและลำคอ

เบต้ากลูแคนจึงไม่ควรถูกใช้ทดแทนการผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด ภูมิคุ้มกันบำบัด หรือการรักษามาตรฐานอื่น ผู้ป่วยที่สนใจใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะในช่วงก่อนผ่าตัด ระหว่างรังสีรักษา เคมีบำบัด ยามุ่งเป้า หรือภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อประเมินความเหมาะสมร่วมกับแผนการรักษาเดิม

เอกสารอ้างอิง

  1. National Cancer Institute. Head and Neck Cancer—Patient Version. National Cancer Institute. Accessed July 28, 2026.
  2. National Cancer Institute. Head and Neck Cancers Fact Sheet. National Cancer Institute. Accessed July 28, 2026.
  3. National Cancer Institute. Drugs Approved for Head and Neck Cancer. National Cancer Institute. Accessed July 28, 2026.
  4. Kano Y, Kakuta H, Hashimoto J. Effect of sizofiran on regional lymph nodes in patients with head and neck cancer. Biotherapy. 1996;9(4):257–262. doi:10.1007/BF02620739. PMID: 9012545.
  5. Cheung NKV, Modak S, Vickers A, Knuckles B. Orally administered beta-glucans enhance anti-tumor effects of monoclonal antibodies. Cancer Immunology, Immunotherapy. 2002;51(10):557–564. doi:10.1007/s00262-002-0321-3. PMID: 12384807. PMCID: PMC11034228.
  6. Hong F, Hansen RD, Yan J, Allendorf DJ, Baran JT, Ostroff GR, Ross GD. Beta-glucan functions as an adjuvant for monoclonal antibody immunotherapy by recruiting tumoricidal granulocytes as killer cells. Cancer Research. 2003;63(24):9023–9031. PMID: 14695221.
  7. Driscoll M, Hansen R, Ding C, Cramer DE, Yan J. Therapeutic potential of various beta-glucan sources in conjunction with anti-tumor monoclonal antibody in cancer therapy. Cancer Biology & Therapy. 2009;8(3):218–225. doi:10.4161/cbt.8.3.7337. PMID: 19106638.

 

error: IMMUNE LAB