มะเร็งตับ ภัยเงียบอันดับหนึ่งของคนไทย
มะเร็งตับ: ภัยเงียบอันดับหนึ่งของคนไทย ชนิด อาการ การรักษา และบทบาทของภูมิคุ้มกัน
เมื่อพูดถึงมะเร็งที่รักษาค่อนข้างยาก มะเร็งตับถือเป็นหนึ่งในนั้น แต่ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ว่ามันรักษาไม่ได้ หากแต่เป็นเพราะ มะเร็งตับมักไม่แสดงอาการในระยะแรก กว่าจะตรวจพบ ก้อนก็มักโตหรืออยู่ในระยะลุกลามจนผ่าตัดไม่ได้แล้ว สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ยิ่งใกล้ตัว เพราะมะเร็งตับและท่อน้ำดีเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจมะเร็งตับอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่สถิติ ชนิด ปัจจัยเสี่ยง อาการ ไปจนถึงแนวทางการรักษามาตรฐานอย่าง TACE และงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของระบบภูมิคุ้มกันในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งตับ
สถานการณ์มะเร็งตับ: ตัวเลขที่คนไทยควรรู้
มะเร็งตับไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนไทย โดยเฉพาะเมื่อดูจากตัวเลขทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
อันดับ 1
มะเร็งที่พบมากที่สุดในชายไทย
~20,000 ราย/ปี
ผู้ป่วยมะเร็งตับรายใหม่ในไทย
~866,000 ราย/ปี
ผู้ป่วยรายใหม่ทั่วโลก (GLOBOCAN 2022)
สถานการณ์มะเร็งตับในประเทศไทย
- มะเร็งตับและท่อน้ำดีพบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชายไทย และอันดับ 2 ในเพศหญิง โดยพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงประมาณ 3 เท่า ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 30–70 ปี
- ข้อมูลทะเบียนมะเร็งประเทศไทยรายงานผู้ป่วยมะเร็งตับรายใหม่ราว 20,000 รายต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูง เนื่องจากมักตรวจพบเมื่อโรคลุกลามแล้ว
- พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เสี่ยงต่อพยาธิใบไม้ตับ
สถานการณ์มะเร็งตับในระดับโลก
องค์การอนามัยโลก (WHO) โดยข้อมูล GLOBOCAN 2022 ประเมินว่าแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งตับรายใหม่ทั่วโลกราว 866,000 ราย และเสียชีวิตราว 758,000 ราย จัดเป็นหนึ่งในมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลก
มะเร็งตับมีกี่ชนิด
1.มะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma: HCC)
เกิดจากเซลล์ตับ (hepatocyte) ที่กลายเป็นเซลล์มะเร็ง เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดของมะเร็งตับ มักสัมพันธ์กับภาวะตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็ง
2. มะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma: CCA)
เกิดจากเซลล์ของท่อน้ำดีที่กลายเป็นเซลล์มะเร็ง ในประเทศไทยมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะสัมพันธ์กับการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับเรื้อรัง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับ
มะเร็งตับส่วนใหญ่สัมพันธ์กับภาวะที่ทำให้ตับอักเสบและถูกทำลายเรื้อรัง ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่
- ไวรัสตับอักเสบบีและซี: เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งเซลล์ตับ (HCC) การติดเชื้อเรื้อรังนำไปสู่ตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งได้
- พยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis viverrini): สาเหตุสำคัญที่สุดของมะเร็งท่อน้ำดีในไทย มาจากการกินปลาน้ำจืดดิบ เช่น ก้อยปลา ปลาส้ม ปลาร้าดิบ ทำให้ท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง
- การดื่มแอลกอฮอล์: นำไปสู่ตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับตามมา
- สารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin): สารพิษจากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารเก็บไม่ดี เช่น ถั่ว พริกแห้ง
- ภาวะตับแข็งและไขมันพอกตับ: รวมถึงโรคเบาหวานและโรคอ้วน ล้วนเพิ่มความเสี่ยง
ป้องกันได้ด้วยการลดความเสี่ยง
มะเร็งตับจำนวนมากป้องกันได้ การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี หลีกเลี่ยงการกินปลาน้ำจืดดิบ ลดแอลกอฮอล์ และตรวจสุขภาพตับสม่ำเสมอในกลุ่มเสี่ยง คือแนวทางที่ช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้จริง
สัญญาณเตือนและอาการของมะเร็งตับ
ธรรมชาติที่อันตรายของมะเร็งตับคือ ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ อาการมักปรากฏเมื่อโรคดำเนินไปมากแล้ว ควรสังเกตความผิดปกติเหล่านี้
- อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- จุกแน่นหรือปวดบริเวณใต้ชายโครงขวา ท้องอืด
- คลำได้ก้อนบริเวณตับ หรือท้องโตขึ้นจากภาวะน้ำในช่องท้อง
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) โดยเฉพาะเมื่อท่อน้ำดีอุดตัน
ควรพบแพทย์และตรวจคัดกรองเมื่อไร
ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี/ซี ตับแข็ง หรือเคยกินปลาน้ำจืดดิบเป็นประจำ ควรตรวจคัดกรองตับสม่ำเสมอด้วยอัลตราซาวนด์และการเจาะเลือด (เช่น ค่า AFP) เพราะการตรวจพบเร็วช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาอย่างมาก
แนวทางการรักษามะเร็งตับ
แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับชนิด ระยะของโรค และสภาพการทำงานของตับ โดยมีทั้งการรักษาที่มุ่งหายขาดและการรักษาแบบประคับประคอง
- การผ่าตัดและการปลูกถ่ายตับ: เป็นทางเลือกที่ให้โอกาสหายขาดสูงในผู้ป่วยระยะต้นที่ก้อนยังจำกัด
- การจี้ทำลายก้อน (Ablation): เช่น การใช้คลื่นความถี่วิทยุ เหมาะกับก้อนขนาดเล็ก
- ยามุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด: ใช้ในผู้ป่วยระยะลุกลาม
TACE คืออะไร
TACE (Transarterial Chemoembolization) เป็นการรักษามาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งตับที่ผ่าตัดไม่ได้ อธิบายง่าย ๆ คือการ ให้ยาเคมีบำบัดแบบเฉพาะจุดที่ตับ พร้อมกับอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งได้รับทั้งยาเข้มข้นและขาดเลือดไปพร้อมกัน แม้ TACE จะมีประสิทธิภาพดี แต่ผู้ป่วยแต่ละคนตอบสนองไม่เท่ากัน บางรายก้อนยุบลงเพียงเล็กน้อยหรือยังโตต่อ นักวิจัยจึงตั้งคำถามว่า หากเสริมระบบภูมิคุ้มกันเข้าไปพร้อมกับ TACE จะช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นหรือไม่
ภูมิคุ้มกันกับมะเร็งตับ: งานวิจัยเบต้ากลูแคนร่วมกับ TACE
คำถามข้างต้นนำไปสู่งานวิจัยที่น่าสนใจ ซึ่งศึกษาการใช้เบต้ากลูแคนร่วมกับการรักษามาตรฐานอย่าง TACE
งานวิจัยแบบสุ่ม (Randomized Clinical Trial)
มีการศึกษาแบบสุ่มที่ตีพิมพ์ในปี 2020 ในผู้ป่วยมะเร็งตับ 63 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับ TACE ร่วมกับเบต้ากลูแคน 32 ราย และกลุ่มที่ได้รับ TACE ร่วมกับยาหลอก 31 ราย เพื่อเปรียบเทียบกันอย่างเป็นธรรม ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้