เบต้ากลูแคนกับมะเร็งตับอ่อน
เบต้ากลูแคนกับมะเร็งตับอ่อน
มะเร็งตับอ่อนเป็นมะเร็งที่มีความรุนแรงและมักตรวจพบเมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลาม ข้อมูล GLOBOCAN ปี 2024 ประเมินว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนรายใหม่ประมาณ 531,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 491,000 ราย แสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้เสียชีวิตใกล้เคียงกับจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยในแต่ละปี [1]
สำหรับประเทศไทย ในปี 2024 มีผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนรายใหม่ประมาณ 2,808 ราย และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 2,716 ราย แม้มะเร็งตับอ่อนจะไม่ได้เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุด แต่จัดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งลำดับที่ 11 ของประเทศ [2]
คำว่า “มะเร็งตับอ่อน” ไม่ได้หมายถึงโรคเพียงชนิดเดียว เนื่องจากตับอ่อนประกอบด้วยเซลล์หลายประเภท เนื้องอกจึงอาจเกิดจากเซลล์ที่สร้างน้ำย่อยหรือเกิดจากเซลล์ที่สร้างฮอร์โมน ซึ่งมีพฤติกรรม การดำเนินโรค และแนวทางรักษาแตกต่างกัน [3]
งานวิจัยเกี่ยวกับเบต้ากลูแคนที่กล่าวถึงในบทความนี้ส่วนใหญ่ศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนชนิด Pancreatic Ductal Adenocarcinoma หรือ PDAC จึงไม่ควรนำผลไปสรุปรวมกับมะเร็งตับอ่อนชนิด neuroendocrine tumor หรือเนื้องอกตับอ่อนชนิดอื่นโดยตรง
1.มะเร็งตับอ่อนมีกี่ชนิด
มะเร็งตับอ่อนสามารถแบ่งตามชนิดของเซลล์ที่เป็นต้นกำเนิดได้เป็นสองกลุ่มสำคัญ
ในทางคลินิก แพทย์ยังแบ่งมะเร็งตับอ่อนตามความสามารถในการผ่าตัดได้ ดังนี้
การแบ่งกลุ่มเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเลือกการรักษา เพราะผู้ป่วยที่ผ่าตัดได้อาจมีเป้าหมายเพื่อกำจัดโรคทั้งหมด ขณะที่ผู้ป่วย locally advanced หรือ metastatic มักต้องใช้การรักษาที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกายเป็นหลัก
2.มะเร็งตับอ่อนรักษาอย่างไร
การรักษามะเร็งตับอ่อนขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะโรค ความสัมพันธ์ระหว่างก้อนกับหลอดเลือด การแพร่กระจาย ผลตรวจทางพันธุกรรม และความพร้อมของร่างกายผู้ป่วย
การผ่าตัดยังเป็นแนวทางสำคัญที่มีโอกาสควบคุมโรคในระยะยาวสำหรับผู้ป่วยที่สามารถผ่าตัดได้ แต่โดยทั่วไปต้องใช้ร่วมกับการรักษาที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย ส่วนผู้ป่วยที่โรคอยู่ในระยะ locally advanced หรือ metastatic มักได้รับเคมีบำบัดเป็นองค์ประกอบหลักของการรักษา
Irreversible Electroporation หรือ IRE คืออะไร
Irreversible electroporation หรือ IRE เป็นการทำลายก้อนมะเร็งเฉพาะบริเวณโดยใช้กระแสไฟฟ้าแรงดันสูงช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้เกิดรูขนาดเล็กที่ไม่สามารถกลับคืนได้ในเยื่อหุ้มเซลล์ ส่งผลให้เซลล์เป้าหมายเสียสมดุลและตายลง
IRE จัดเป็นวิธีทำลายเนื้อเยื่อแบบไม่อาศัยความร้อน จึงได้รับความสนใจสำหรับก้อนมะเร็งตับอ่อนที่อยู่ใกล้หลอดเลือดหรือท่อน้ำดี ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากการทำลายก้อนด้วยความร้อน อย่างไรก็ตาม IRE ใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่ผ่านการคัดเลือก และยังไม่ใช่การรักษาที่ใช้แทนเคมีบำบัดหรือการผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนทุกคน
3 งานวิจัยเบต้ากลูแคนกับมะเร็งตับอ่อน
หลักฐานในมนุษย์เกี่ยวกับเบต้ากลูแคนและมะเร็งตับอ่อนยังมีจำนวนจำกัด งานวิจัยที่สำคัญที่สุดเป็นการศึกษาเบต้ากลูแคนชนิดรับประทานภายหลังการทำลายก้อนด้วย IRE ในผู้ป่วย PDAC ระยะที่ 3 นอกจากนี้ยังมีงานขนาดเล็กที่ศึกษาเบต้ากลูแคนในช่วงผ่าตัด และการใช้เบต้ากลูแคนชนิดฉีดร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัด
เบต้ากลูแคนที่ใช้ในแต่ละการศึกษาไม่เหมือนกัน ทั้งแหล่งที่มา โครงสร้าง วิธีผลิต ขนาด และวิธีให้ ผลจากผลิตภัณฑ์หนึ่งจึงไม่สามารถนำไปกล่าวแทนเบต้ากลูแคนทุกชนิดได้โดยตรง
3.1 เหตุผลที่ศึกษา IRE ร่วมกับเบต้ากลูแคน
เมื่อ IRE ทำลายเซลล์มะเร็ง องค์ประกอบและแอนติเจนบางส่วนจากก้อนมะเร็งจะถูกปล่อยออกมาในบริเวณรอบก้อน นักวิจัยจึงตั้งสมมติฐานว่า หากสามารถกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันให้ตอบสนองต่อสิ่งที่ถูกปล่อยออกมานี้ได้ดีขึ้น อาจช่วยให้การทำลายก้อนเฉพาะที่นำไปสู่การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่กว้างขึ้น
เบต้ากลูแคนจากยีสต์สามารถกระตุ้นตัวรับบนเซลล์ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด เช่น monocytes และ macrophages และอาจทำให้เซลล์เหล่านี้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเมแทบอลิซึมและการควบคุมยีน กระบวนการนี้เรียกว่า trained innate immunity หรือการฝึกความพร้อมของภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด
แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดสร้างความจำแบบเดียวกับ T cells หรือ B cells แต่หมายถึงการที่เซลล์ภูมิคุ้มกันและเซลล์ต้นกำเนิดของมันถูกปรับสภาพ ทำให้สามารถตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นในครั้งต่อไปได้รวดเร็วหรือรุนแรงขึ้น
งานทดลองในสัตว์พบว่าเบต้ากลูแคนจากยีสต์สามารถเพิ่มการสะสมของ monocytes และ macrophages ที่มีลักษณะของ trained immunity ในตับอ่อน และสัมพันธ์กับการลดภาระของก้อนมะเร็งในแบบจำลอง PDAC ผลเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การศึกษาร่วมกับ IRE ในผู้ป่วย
Martin และคณะรายงานการศึกษาระยะที่ 2 ในปี 2025 ในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนชนิด Pancreatic Ductal Adenocarcinoma หรือ PDAC ระยะที่ 3 ซึ่งโรคยังไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ผู้ป่วยส่วนใหญ่เคยได้รับเคมีบำบัดมาก่อน และได้รับการคัดเลือกให้ทำ irreversible electroporation หรือ IRE เพื่อควบคุมก้อนมะเร็งเฉพาะที่ [7]
ผู้ป่วยจำนวน 30 รายได้รับ IRE และเริ่มรับประทานเบต้ากลูแคนจากยีสต์หลังออกจากโรงพยาบาล ในขนาด 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง โดยให้ต่อเนื่องสูงสุด 12 เดือน หรือจนกว่าโรคจะกลับมา เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่สามารถยอมรับได้ หรือผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานต่อได้
ผลการรักษาของผู้ป่วยกลุ่มนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับผู้ป่วยอีก 20 รายที่ได้รับ IRE เพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้รับเบต้ากลูแคน อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่ได้เป็นการทดลองแบบสุ่มและไม่มีกลุ่มยาหลอก ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มจึงอาจมีความแตกต่างด้านสุขภาพ การรักษาก่อนหน้า และปัจจัยพยากรณ์โรคตั้งแต่ก่อนเริ่มการศึกษา
.3.2 การศึกษาระยะที่ 2 ของ IRE ร่วมกับเบต้ากลูแคนในผู้ป่วย PDAC ระยะที่ 3
ผลการศึกษาพบว่า ค่ามัธยฐาน disease-free interval หรือระยะเวลาที่โรคยังไม่กลับมา อยู่ที่ 18 เดือน และค่ามัธยฐาน overall survival หรือระยะเวลาการรอดชีวิตโดยรวม อยู่ที่ 32.5 เดือน [7]
นอกจากผลด้านการรอดชีวิตแล้ว นักวิจัยยังประเมินการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อประเมินที่ระยะเวลา 12 เดือน พบว่าสัดส่วนของ naive CD4+ และ naive CD8+ T cells ลดลง ขณะที่ terminal effector CD4+ และ terminal effector CD8+ T cells เพิ่มขึ้น [7]
Naive T cells คือ T cells ที่ยังไม่เคยพบแอนติเจนเป้าหมายและยังไม่ได้พัฒนาเป็นเซลล์ที่พร้อมออกฤทธิ์ ส่วน terminal effector T cells คือ T cells ที่ผ่านการกระตุ้นและพัฒนาไปเป็นเซลล์ระยะปลายซึ่งมีความพร้อมในการตอบสนองต่อเซลล์เป้าหมาย การเปลี่ยนแปลงจาก naive T cells ไปสู่ terminal effector T cells จึงอาจสะท้อนว่าระบบภูมิคุ้มกันมีการกระตุ้นและพัฒนาไปสู่สภาวะที่พร้อมออกฤทธิ์มากขึ้น ภายหลังการทำลายก้อนมะเร็งด้วย IRE ร่วมกับการได้รับเบต้ากลูแคน
นักวิจัยยังพบว่า การเพิ่มขึ้นของ terminal effector T cells จากเบต้ากลูแคน มีความสัมพันธ์กับ disease-free interval (ระยะเวลาที่โรคยังไม่กลับมา) และ overall survival (ระยะเวลาการรอดชีวิตโดยรวม) ที่ดีขึ้นภายในกลุ่มการศึกษา และในด้านความปลอดภัยไม่พบ dose-limiting toxicity หรือความเป็นพิษของเบต้ากลูแคนที่ทำให้ไม่สามารถให้เบต้ากลูแคนต่อในขนาดที่กำหนดได้ [7]
ผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้จึงแสดงให้เห็นถึงสัญญาณทางคลินิกที่น่าสนใจของการใช้ IRE ร่วมกับเบต้ากลูแคน ทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกัน ระยะปลอดโรค และการรอดชีวิต แต่งานวิจัยยังจำเป็นต้องมีการทดลองแบบสุ่มที่มีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นเพื่อยืนยันผลต่อไป
3.3 งานวิจัยเบต้ากลูแคนในช่วงผ่าตัดมะเร็งตับอ่อน
งานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2025 ศึกษาผู้ป่วย 30 รายที่เข้ารับการผ่าตัดแบบ subtotal stomach-preserving pancreaticoduodenectomy สำหรับมะเร็งตับอ่อน มะเร็งท่อน้ำดี หรือมะเร็งลำไส้เล็กส่วนต้น
ผู้ป่วยถูกสุ่มเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 15 ราย กลุ่มทดลองได้รับเบต้ากลูแคน วันละ 250 มิลลิกรัม แบ่งรับประทาน 3 ครั้ง ตั้งแต่หนึ่งวันก่อนผ่าตัดจนถึงวันที่ 21 หลังผ่าตัด ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับยาหลอก มีผู้ป่วย 22 รายที่อยู่จนจบการศึกษา [8]
กลุ่มเบต้ากลูแคนมีการเปลี่ยนแปลงของตัวบ่งชี้ภูมิคุ้มกันบางชนิด ได้แก่ BG-IgA และ CD209 รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงของ CA19-9 และ CD44 เมื่อวิเคราะห์เฉพาะผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน ผู้วิจัยรายงานระยะปลอดโรคเฉลี่ย 16.1 เดือนในกลุ่มเบต้ากลูแคน เทียบกับ 12.4 เดือนในกลุ่มยาหลอก และพบการกลับเป็นซ้ำ 50% ในกลุ่มเบต้ากลูแคน เทียบกับ 71.4% ในกลุ่มยาหลอกตามลำดับ [8]
แม้เป็นการทดลองแบบสุ่ม แต่งานวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ จำนวนผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนในแต่ละกลุ่มมีน้อย และ ระยะเวลาการได้รับเบต้ากลูแคนเพียงประมาณ 22 วัน งานวิจัยนี้เพียงแค่พอสรุปได้เป็นการศึกษาเบื้องต้นในการใช้ร่วมกับการรักษาในเรื่อง ผลด้านความปลอดภัย และ การกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าเบต้ากลูแคนสามาถใช้รักษามะเร็งตับอ่อนได้
3.4 เบต้ากลูแคนชนิดฉีดร่วมกับ CD40 agonist
มีการศึกษาระยะที่ 1b เกี่ยวกับเบต้ากลูแคนชนิดละลายน้ำทางหลอดเลือดดำ ร่วมกับ CDX-1140 ซึ่งเป็น monoclonal antibody ที่กระตุ้น CD40 ในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจายซึ่งโรคยังไม่ลุกลามหลังได้รับเคมีบำบัดแนวทางแรก การศึกษารับผู้ป่วยเพียง 5 ราย และมี 4 รายที่ประเมินการตอบสนองได้ พบ partial response 1 ราย โรคทรงตัว 1 ราย และโรคลุกลาม 2 ราย การศึกษาถูกยุติก่อนกำหนดด้วยเหตุผลด้านเงินทุน [9] งานศึกษานี้แค่แสดงให้เห็นว่าเบต้ากลูแคนชนิดฉีดกำลังถูกศึกษาในฐานะสารกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่วมกับยาที่ออกฤทธิ์ต่อ CD40 แต่จำนวนผู้ป่วยน้อยเกินกว่าจะสรุปประสิทธิผล
4 จากงานวิจัย เบต้ากลูแคนอาจมีบทบาทอย่างไรในมะเร็งตับอ่อน
เมื่อพิจารณาหลักฐานทั้งหมด เบต้ากลูแคนมีศักยภาพในฐานะ ตัวเสริมการรักษาและตัวปรับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน มากกว่าการเป็นยารักษามะเร็งตับอ่อนโดยตรง ประเด็นสำคัญจากงานวิจัย ได้แก่
- เบต้ากลูแคนจากยีสต์อาจกระตุ้น trained innate immunity ใน monocytes และ macrophages
- การทำลายก้อนด้วย IRE อาจปล่อยองค์ประกอบของเซลล์มะเร็งออกมาให้ระบบภูมิคุ้มกันตรวจจับ
- การใช้ IRE ร่วมกับเบต้ากลูแคนสัมพันธ์กับการลดลงของ naive T cells และการเพิ่มขึ้นของ terminal effector T cells
- การเปลี่ยนแปลงของ T cells มีความสัมพันธ์กับระยะปลอดโรคและการรอดชีวิตภายในกลุ่มการศึกษา
- เบต้ากลูแคนในช่วงผ่าตัดอาจมีผลต่อตัวบ่งชี้ภูมิคุ้มกันและตัวบ่งชี้โรคบางชนิด
- เบต้ากลูแคนชนิดฉีดกำลังได้รับการศึกษาร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัด แต่ข้อมูลยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
ภาพรวมจึงสนับสนุนแนวคิดว่าเบต้ากลูแคนอาจช่วยสร้างสภาพแวดล้อมของระบบภูมิคุ้มกันที่พร้อมตอบสนองต่อแอนติเจนจากมะเร็งมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับวิธีที่ทำลายก้อนและปล่อยแอนติเจนออกมา เช่น IRE
5.สรุปเบต้ากลูแคนกับมะเร็งตับอ่อน
งานวิจัยในมนุษย์เกี่ยวกับเบต้ากลูแคนและมะเร็งตับอ่อนยังมีจำนวนไม่มาก แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจจากการใช้เบต้ากลูแคนจากยีสต์ภายหลังการทำ IRE ในผู้ป่วย PDAC ระยะที่ 3
การศึกษาพบการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันจาก naive T cells ไปสู่ terminal effector T cells และการเปลี่ยนแปลงนี้สัมพันธ์กับระยะปลอดโรคและการรอดชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานขนาดเล็กที่พบการเปลี่ยนแปลงของตัวบ่งชี้ภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยที่ได้รับเบต้ากลูแคนช่วงผ่าตัด และมีการศึกษาเบต้ากลูแคนชนิดฉีดร่วมกับยากระตุ้น CD40 อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่ยังมีผู้ป่วยจำนวนน้อย ใช้เบต้ากลูแคนร่วมกับการรักษาอื่น และบางงานไม่ได้สุ่มผู้ป่วย จึงยังไม่สามารถแยกได้อย่างชัดเจนว่าผลลัพธ์ทางคลินิกเกิดจากเบต้ากลูแคนมากน้อยเพียงใด
บทบาทของเบต้ากลูแคนในมะเร็งตับอ่อนจึงควรถูกมองว่าเป็น แนวทางเสริมที่กำลังได้รับการศึกษาเพื่อสนับสนุนและฝึกความพร้อมของระบบภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่การรักษาหลักหรือสิ่งทดแทนการรักษามาตรฐาน
เอกสารอ้างอิง
- International Agency for Research on Cancer. Global Cancer Observatory: Pancreas Fact Sheet. GLOBOCAN 2024.
- International Agency for Research on Cancer. Global Cancer Observatory: Thailand Fact Sheet. GLOBOCAN 2024.
- National Cancer Institute. Pancreatic Cancer—Patient Version.
- National Cancer Institute. Pancreatic Cancer Treatment (PDQ®)—Health Professional and Patient Versions.
- Spiliopoulos S, Reppas L, Filippiadis D, et al. Irreversible electroporation for the management of pancreatic cancer: Current data and future directions. World J Gastroenterol. 2023;29(2):223–231. doi:10.3748/wjg.v29.i2.223.
- Ding C, Li Y, Guo F, et al. The induction of peripheral trained immunity in the pancreas incites anti-tumor activity to control pancreatic cancer progression. Nat Commun. 2022;13:759.
- Martin RCG 2nd, Li Y, Shore EA, et al. Irreversible electroporation and beta-glucan-induced trained innate immunity for treatment of pancreatic ductal adenocarcinoma: A phase II study. J Am Coll Surg. 2025;240(4):351–361. doi:10.1097/XCS.0000000000001291.
- Tsukada A, Miyajima I, Uchiyama S, et al. Effects of Nichi BRITE β-glucans as an onco-nutrition adjuvant in patients undergoing subtotal stomach-preserving pancreaticoduodenectomy for pancreatic, bile duct and duodenal malignancies: A clinical study. Nutrition. 2025;137:112811. doi:10.1016/j.nut.2025.112811.
- O’Hara MH, Wattenberg M, Garrido-Laguna I, et al. Phase 1b study of maintenance soluble beta-glucan (odetiglucan) in combination with a CD40 agonistic monoclonal antibody (CDX-1140) in patients with metastatic pancreatic adenocarcinoma that had not progressed on first-line chemotherapy. Cancer Res. 2024;84(17 Suppl 2). doi:10.1158/1538-7445.PANCREATIC24-PR-10.